
“แลนด์บริดจ์” เมกะโปรเจกต์รัฐบาลเศรษฐา ฝันไกล “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย”
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีบอกว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่ดีของการดึงดูดการลงทุน และมีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนหลายด้าน บางเสียงบอกว่า "แลนด์บริดจ์" เป็นโครงการที่มีแต่คนสนใจ แต่ไม่ลงทุนอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่การปิดฉากโครงการในท้ายที่สุด?
KEY
POINTS
- ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่ดีของการดึงดูดการลงทุน และมีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนหลายด้าน
- วิพากษ์"แลนด์บริดจ์" เป็นโครงการที่มีแต่คนสนใจ แต่ไม่ลงทุนอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่การปิดฉากโครงการในท้ายที่สุด
- สรุปรายละเอียดรูปแบบการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์
ย้ำจุดแข็งไทย "พลังงานสะอาด"
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่ดีของการดึงดูดการลงทุนและมีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนหลายด้านคือ
- เรื่องแรกคือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทั้ง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส รวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ
- ด้วยการดำเนินนโยบายความเป็นกลางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลนี้ ในจุดยืนความเป็นกลางด้านการเมืองที่เราไม่เป็นคู่ขัดแย้ง แต่เป็นผู้สนับสนุนการให้มีความสงบในทุก ๆ ภูมิภาคซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน
- ประเทศไทยยังมีจุดแข็งเรื่องของพลังงานสะอาดที่สามารถดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนในไทยได้ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจริงจัง และขอความร่วมมือบริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในการดำเนินการและสนับสนุนเรื่อง Supply Chain อุตสาหกรรมนี้ด้วย
- รัฐบาลได้เดินหน้าขยายเรื่องการเจรจาความร่วมมือการค้า (FTA) กับประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งศรีลังกา ตะวันออกกลาง ยุโรป และอังกฤษ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตไทย สามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายได้มากยิ่งขึ้น
- ไทยยังมีศักยภาพในด้านต่าง ๆ ในการดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย ทั้งเรื่องด้านการแพทย์ การมีโรงเรียนนานาชาติที่ดี และมีระบบการดูแลสุขภาพในระดับโลก
- รัฐบาลได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ ทั้ง ระบบราง สนามบิน ท่าเรือน้ำลึก ปัจจุบันอยู่ในเฟส 3
วิพากษ์ "แลนด์บริดจ์" เป็นโครงการที่มีแต่คนสนใจ แต่ไม่ลงทุนอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่การปิดฉากโครงการในท้ายที่สุด
งานนี้ทำให้นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองได้ออกมายืนยันความจริงจัง “เต็มกำลัง” ของรัฐบาล โดยคาดว่า พ.ร.บ.SEC จะเข้าสภาปลายปีนี้ และได้ชี้แจงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 2 ส่วน คือ
- ส่วนแรก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กำลังร่าง พ.ร.บ. SEC หรือพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในช่วงปลายปี 2567 นี้ รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าโครงการอย่างเต็มกำลัง
- ส่วนที่สองทาง สนข. กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำเอกสารเชิญชวนลงทุนและร่างเสนอเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal)
สรุปรายละเอียดรูปแบบการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์
- จะให้สิทธิผู้สนใจลงทุนมีสิทธิประมูลโครงการเป็น Single Package ในระยะเวลา 50 ปี ได้แก่ ท่าเรือ 2 แห่ง (ท่าเรือชุมพรและท่าเรือระนอง)
- โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อ ได้แก่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและทางรถไฟ รวมทั้งพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม แต่สามารถร่วมกันลงทุนได้ในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) หรือการร่วมกันในลักษณะกลุ่มบริษัท (Consortium)
- ด้านรูปแบบการลงทุนจะเป็นรูปแบบ PPP Net Cost โดยภาครัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบในการให้สิทธิประโยชน์ แก่ภาคเอกชน พร้อมทั้งจัดหาพื้นที่และการเวนคืนให้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ท่าเรือ เส้นทางเชื่อมโยงต่าง ๆ โดยภาคเอกชนผู้ลงทุนต้องเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด และดำเนินการบริหารจัดการ
ทั้งนี้พบว่าจากการประเมินมูลค่าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้นที่ผู้ลงทุนต้องใช้ในการพัฒนาโครงการ มีมูลค่าลงทุนประมาณ 1.001 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น ท่าเรือฝั่งระนอง ประมาณ 330,810 ล้านบาท ท่าเรือฝั่งชุมพร ประมาณ 305,666 ล้านบาท
นอกจากนี้โครงการแลนด์บริดจ์มีโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อ ได้แก่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและทางรถไฟ รวมประมาณ 358,517 ล้านบาท (เป็นราคาประเมิน ณ ปี พ.ศ. 2566 โดยไม่ได้รวมเงินเฟ้อ) ซึ่งจากการประเมินอัตราผลตอบแทนภายในทางการเงิน (FIRR) ที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากโครงการในเบื้องต้น เท่ากับ 8.62% (กรณียังไม่มีการกู้ยืม) โดยมีระยะเวลาคืนทุนปีที่ 24 แสดงให้เห็นว่าโครงการมีความคุ้มค่ากับการลงทุน







