
เตือน “โลกเดือด ภาวะฉุกเฉิน” เร่งใช้นวัตกรรมกู้โลก วางแผนเป็นระบบ
“ดร.ปิ่นสักก์” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เตือนความผิดปกติโลกเดือด ร้อนแรงขึ้นนานขึ้น เชื่อการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี การวางแผน คาดการณ์อย่างเป็นระบบ จะช่วยกู้วิกฤติสภาพอากาศได้
“ผมเชื่อว่ามนุษย์อาจฉลาดพอที่จะมีเทคโนโลยีมาพัฒนานวัตกรรม พัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาใช้ความฉลาดในการที่จะช่วยโลกมนุษย์ได้“
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวบนเวที Innovation Keeping the World นวัตกรรมรักษ์โลก สู้ภาวะโลกเดือด ในเซสชั่น ร่วมขับเคลื่อน Climate Tech สู่เป้าหมาย Net Zero จัดโดย สปริงนิวส์ ที่ SCBX NEXT STAGE @ NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน
โดยกล่าวถึงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันว่า เราไม่สามารถอยู่กันได้เหมือนในอดีตแล้วเพราะปัญหาสภาพอากาศมันลุกลามและร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ จากโลกร้อนกลายเป็นโรคเดือด แม้แต่ในระดับสากลในระดับโลก เลขาธิการสหประชาชาติ นายอันโตนิอู กุแตเรชยังเรียกร้องให้ทุกชาติในโลกร่วมกันแก้ปัญหา โดยเรียกว่านี่คือ “ภาวะฉุกเฉิน”
หรือแม้แต่ในประเทศไทยเอง นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอย่าง ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากผ่านทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า โลกเดือดแล้วนะ ทะเลอยู่ไม่ได้แล้วนะ ทะเลตายแล้ว
ความผิดปกติจากโลกร้อนสู่โลกเดือด
พร้อมกับเรียกร้องให้เห็นความผิดปกติของธรรมชาติมากขึ้น เช่น ความร้อนแล้งผิดปกติที่เร็วขึ้นและนานขึ้น น้ำแข็งละลายทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นเกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และเมื่อน้ำทะเลร้อนก็เกิดปัญหาเรื่องปะการังฟอกขาว และอีกคำที่ได้ยินบ่อยๆ คือโลกรวน เช่น เมื่อฝนตกก็ตกเยอะ พอแห้งแล้งก็แห้งมาก น้ำทะเลสูงก็สูงมาก ต่ำก็ต่ำผิดปกติ ส่งผลให้มนุษย์ปรับตัวยากกว่าในอดีต รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ เช่น พะยูน ที่ได้รับผลกระทบจากหญ้าทะเลแห้งตาย เพราะตอนนี้เราเหลือพะยูนอยู่เพียง 280 ตัว โดยมีพะยูนที่เกาะลิบงและเกาะมุกเหลืออยู่เพียง 220 ตัว
พร้อมสรุปว่า ปัญหาในวันนี้มีแต่จะรุนแรงขึ้นไม่มีเบาลงแน่นอนในช่วง 20-30 ปีข้างหน้านี้ไปในรุ่นลูกหลาน ดังนั้นการแก้ปัญหาของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก็ต้องหันมาร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมีระบบมากขึ้น เราต้องคิดล่วงหน้า คิดเป็นแผนงานมากขึ้น เช่น การเริ่มระบบการติดตามอุณหภูมิน้ำ รวมถึงโมเดลในการทำพยากรณ์ และต้องมีนวัตกรรม
และบอกว่า นี่คือปัญหาของทุกคน ที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหา อย่าละเลยในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ว่าไม่สำคัญเพราะมันคือ สิ่งที่เรียกว่า Collective Action ที่ต้องอาศัยการทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ร่วมกันจนเกิดเป็นพลัง







