"ผลิตภาพ" และ "ความยั่งยืน" กับความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลก
โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญสำหรับทุกคนจะต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ในแนวคิดของ “ความยั่งยืน” ควบคู่ไปพร้อมกับ “ผลิตภาพ” ของการดำเนินงาน (Productivity & Sustainability) ซึ่งแนวคิดของทั้งสองคำนี้ สามารถนำมาเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตได้
อย่างที่ทราบกันดีว่า “ความยั่งยืน” หมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เพื่อตอบสนองความต้องการของทุกคนในปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่ออนาคตของคนในรุ่นต่อๆ ไป ที่มีบริบททั้งทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อมโยงกับความเป็นอยู่ที่ดีและสุขภาพของโลก และในส่วนของ “การมีผลิตภาพ” คือ การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการบรรลุเป้าหมายของกระบวนการทำงาน
เมื่อกล่าวถึง “ความสามารถในการผลิต ในบริบทของความยั่งยืน” นั่นหมายถึง การดำเนินงานที่บรรลุผลมากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง ลดการสูญเสีย และทุกคนก็สามารถนำแนวทางดังกล่าวนี้ไปปฏิบัติ ประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้ต่อไป
ในสภาวะปัจจุบัน จึงต้องเร่งให้เกิดการประยุกต์ใช้ความยั่งยืนและผลิตภาพเป็นแนวทางปฎิบัติ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากโลกทุกวันนี้ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกฎหมายความหลากหลายทางชีวภาพ สะท้อนไปถึงการฟุ้งเฟ้อของการใช้ทรัพยากร ส่งผลไปถึงการเพิ่มมลพิษ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการเร่งแก้ไขและร่วมแรงกัน ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ธุรกิจ และรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในกลไกที่สำคัญในการจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ คือ การบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับแนวทางปฏิบัติที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพของคนทุกคนบนโลก
เหตุผลที่ทำให้ "ผลิตภาพ" & "ความยั่งยืน" นี้มีความสำคัญ ที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ
1. การอนุรักษ์ทรัพยากร – การดำเนินการตามหลักปฏิบัติที่ยั่งยืน จะช่วยให้เกิดการตระหนักใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ในการลดการสูญเสียและลดปริมาณคาร์บอนทางนิเวศ ซึ่งจะช่วยปกป้องระบบนิเวศทางธรรมชาติและมั่นใจในความสามารถในการเกิดขึ้นมาทดแทนได้ใหม่
2. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว – เป็นแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน จะช่วยเพิ่มศักยภาพของคน ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงและเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น การขาดแคลนทรัพยากรหรือสถานการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง ดังนั้นความยืดหยุ่นในการปรับตัว จึงสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย
3. ความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว – องค์กรหรือหน่วยธุรกิจ ที่สามารถนำแนวคิดความยั่งยืนมาใช้เป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน ก็จะได้รับผลกำไรในระยะยาวจากการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการลดต้นทุน และการจัดการกับข้อขัดแย้งของสังคม ก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
4. ผลกระทบทางสังคม – แนวคิดความยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเฉพาะทางด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเท่าเทียมทางสังคมและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ด้วย การมีผลิตภาพที่ดี ก็ต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพของบุคลากร สุขภาวะของชุมชน และประชากรในกลุ่มเปราะบาง เพื่อการมีชีวิตร่วมกันในสังคมที่เท่าเที่ยมมากขึ้นและครอบคลุมให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
5. นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ – เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดและแนวคิดความยั่งยืน ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายให้ค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น การผลักดันการสร้างนวัตกรรมใหม่ จึงจะสามารถนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และความสร้างสรรค์ทางสังคม
เป้าหมายการเพิ่มผลิตภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย
เป็นแนวคิดที่นำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต” ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงและการเชื่อมโยงอย่างไร้ขอบเขตนั้น การผลักดันการเพิ่มผลิตภาพ จึงเป็นกลไกการขับเคลื่อน ให้เกิดการเติบโตและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นกุญแจที่สำคัญที่สามารถนำไปปลดล็อกให้เกิดโอกาสใหม่ๆ และช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม ตลอดจนเป็นพลังที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระบบอุตสาหกรรม
ในขณะเดียวกับการเดินหน้าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ยิ่งย่อมต้องคำนึงถึง การดำเนินงานควบคู่ไปกับการบริหารจัดการรองรับแนวคิดความยั่งยืน เพราะการดำเนินการไปสู่ความยั่งยืนนั้น เรียกได้ว่าเป็น “หัวใจแห่งความสุขร่วมกัน” ในระดับองค์กร สังคม ชุมชน สภาพแวดล้อมและรักษาโลกของเราทุกคนไปพร้อมๆ กัน สำหรับการใช้ประโยชน์จากโลกใบนี้ร่วมกันต่อไปอย่างมั่นคง
ปัจจุบัน ประเทศไทยยืนอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งการนำการเพิ่มผลิตภาพและความยั่งยืน
ทั้ง 2 มิตินี้ มาบรรจบกัน ในแบบที่ต้องลงให้ลึกในละเอียด เพื่อต้องการเรียกร้องให้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้าหาญ และมุ่งมั่นร่วมกันในการกำหนดอนาคต ที่ช่วยกันสร้างสมดุลอย่างกลมกลืนระหว่างการผลักดันทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน
สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ จึงเสนอตัวการเป็นศูนย์กลางการผสานการขับเคลื่อนด้านผลิตภาพและความยั่งยืน ของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไทย ไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทาง ชี้นำประเทศต่างๆ มุ่งสู่โลกแห่งความเท่าเทียม
อย่างครอบคลุม และสร้างความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ ยังสะท้อนกับพันธกิจระดับประเทศ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เป็นการขับเคลื่อนไปข้างหน้า สร้างความเท่าเทียม โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และส่งเสริมผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมของทุกคน เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพราะ ประชาชนคือ สิ่งที่มีค่าที่สุดของการนำพาทุกอย่างไปข้างหน้า ด้วยความเติบโตและยั่งยืน ด้วยใช้ทักษะที่มี ผนวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจ และอยู่เบื้องหลังของเพื่อสร้างประสิทธิภาพการทำงานที่ดีออกมาได้ และเพื่อใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ จึงต้องให้ความสำคัญสำหรับการให้องค์ความรู้ ให้การอบรม และมองหาวิธีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้วยความรู้และทักษะที่จะจุดประกายนวัตกรรมให้กับบุคลากรสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่อนาคตร่วมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติความยั่งยืน ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมของประเทศ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ จะสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังต้องมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมนุษยชาติด้วย จึงต้องกระตุ้นการนำแนวทางปฏิบัติ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ด้วยความสร้างสรรค์ และเข้าใจถึงกระบวนการผลิตและพฤติกรรมการบริโภคใหม่ เราก็จะสามารถสร้างเส้นทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นได้
การทำงานร่วมกันในบทบาทความร่วมมือของการเป็นพันธมิตรเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญ ในการเดินทางครั้งนี้ เพราะความท้าทายอันใหญ่หลวง ที่เราต้องเผชิญนั้น มีหลายแง่มุมและต้องการวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเราสามารถใช้ความเชี่ยวชาญ ความคิด และแหล่งข้อมูลจากแต่ละองค์กรมี มาเสริมเติมเต็มให้แก่กัน เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงนี้ไปสู่อนาคตที่มีความยั่งยืนและการมีผลิตภาพ ควบคู่การเติบโตไปด้วยกัน
คอลัมนิสต์ : สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ


