ย้อนรอยที่ดินเจ้าปัญหา...ไทยเมล่อน
พลิกปูมความเป็นมาที่ดินเจ้าปัญหา ไทยเมล่อน รังสิต ที่ก่อนหน้านี้มีกลุ่มสมัชชา 4 ภาคบุกรุกใช้เป็นที่พักอาศัย แต่ล่าสุด พื้นที่ดังกล่าว กลับถูกเผา ก่อนจะมีกระแสเผาไล่ที่
พลิกปูมความเป็นมาที่ดินเจ้าปัญหา ไทยเมล่อน รังสิต ที่ก่อนหน้านี้มีกลุ่มสมัชชา 4 ภาคบุกรุกใช้เป็นที่พักอาศัย แต่ล่าสุด พื้นที่ดังกล่าว กลับถูกเผา ก่อนจะมีกระแสเผาไล่ที่
รายงานพิเศษ โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ที่ดิน 616 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ย่านคลองหลวงที่ตั้งของโรงงานไทยเมล่อน โพลีเอสเตอร์ ที่มีปัญหาเผาไล่ที่กันอยู่ในขณะนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักรธุรกิจสิ่งท่อที่ยิ่งใหญ่ของ สุกรี โพธิรัตนังกูร ที่ได้ร่วมหุ้นกับ ธนาคารกรุงเทพ และพันธมิตรบริษัทสิ่งท่อจากฝรั่งเศส ตั้งโรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ขึ้นในปี 2516
ในเวลานั้นอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยถือเป็นธุรกิจดาวรุ่ง มีการผลิตป้อนการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกไปยังต่างประเทศ โรงงานไทยเมล่อน ในยุคนั้นจึงถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่ของไทยและในภูมิภาคเอเชีย แต่อีก 20 ปีต่อมา เมื่อวงจรธุรกิจสิ่งทอเข้าสู่ช่วงขาลง อาณาจักรสิ่งทอไทยเมล่อนก็เริ่มมีปัญหาสั่นคลอน
จนในปี 2540 เมื่อประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก โรงงานไทยเมล่อนหนีไม่พ้นที่ถูกพิษวิกฤติเศรษฐกิจเล่นงานจนธุรกิจขาดสภาพคล่อง ตัวเลขหนี้สูงถึง 1 หมื่น 4 พันล้านบาท สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการลงในเวลาต่อมา ปล่อยให้ที่ดินแปลงใหญ่ตกอยู่ในสภาพรกร้างอยู่นาน แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูกิจการให้กลับมาอีกครั้งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
สินทรัพย์ทั้งหมดได้ตกอยู่ในมือของเจ้าหนี้ โดยมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ และต่อมาได้ทำการโอนให้บรรษัทบริหารทรัพย์สินไทยเข้ามาดูแลที่ดินในเวลาต่อมา จนในปี 2553 ศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดทรัพย์สินของ ไทยแมล่อน หลังจากมีคดีฟ้องร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอยู่นาน
ก่อนหน้านั้น ได้มีความพยายามขายที่ดิน 616 ไร่ ของโรงงานไทยเมล่อนมาแล้วหลายครั้ง ที่สร้างความฮือฮาที่สุด คือ การเสนอขายให้กับรัฐสภาในสมัยที่นายโภคิน พลกุล เป็นประธานสภา เพื่อก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ด้วยตัวเลขสูงถึง 5,000 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม และมีราคาแพงเกินไป และสุดท้ายเรื่องก็ตกไปจากเหตุการณ์ปฏิวัติ 9 กันยายน 2549
แม้ว่าที่ดินผืนดังกล่าวจะได้รับความสนใจเป็นที่หมายตาจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายราย เพราะอยู่ในทำเลดี และในอนาคตจะมีโครงการก่อสร้างต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น โครงการรถไฟฟ้า หรือแม้แต่การย้ายสถานีขนส่งและรถไฟออกนอกเมืองทางฝั่งเหนือ
แต่ก็ไม่สามารถประมูลขายออกไปได้ เพราะเห็นว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีขนาดใหญ่เกินไป และราคายังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนในขณะนี้ เพราะต้องรอให้มีการพัฒนาสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์มากกว่านี้ถึงจะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ได้
จนสุดที่ดินแปลงดังกล่าวก็ได้ตกเป็นของ บริษัท เอเพ็กซ์ ริเวอร์ไซด์ ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คนสนิท ของเสธ.ไอซ์ พล.อ. ไตรรงค์ อิทรทัต อย่างเหนือความคาดหมายด้วยเม็ดเงินมูลค่า 3,205 ล้านบาท แม้ว่าจะมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง วิไลลักษณ์ พร็อพเพอร์ตี้ ของกลุ่มสามารถ ยื่นเสนอราคาแข่งขันด้วย แต่ต้องแพ้ไปตรงที่มาทำสัญญาช้ากว่า
แต่การซื้อที่ดินยังไม่ทันจะปิดดีล และแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งการสร้างคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ การสร้างบ้านราคาแพงหลังละ 30-40 ล้านบาท ยังไม่ทันจะเริ่มขึ้น ที่ดินดังกล่าวก็เกิดเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อชายฉกรรจ์ชุดดำกว่า 200 คน บุกเข้าเผาบ้านเรือนของชาวบ้านในเครือข่ายสภาประชาชน 4 ภาค ที่ได้เข้าบุกยึดที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ เพื่อขอให้รัฐจัดสรรเป็นที่ดินทำกินของประชาชนที่ไร้ที่ทำกิน
ชื่อของร.อ.ธรรมนัส ผู้ซึ่งชนะการประมูล ได้กลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า พาชายฉกรรณ์กลุ่มดังกล่าวเข้ากระทำการอุกอาจเย้ยกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งดูแล้วข้อพิพาทครั้งนี้อาจจะยังไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน


