
เอ็น.ซี.เชื่อตลาดบ้านหรูยังรุ่ง
เอ็น.ซี. ระบุตลาดบ้านหรูยังมีดีมานต์ แต่ต้องศึกษากลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนเริ่มโครงการ
เอ็น.ซี. ระบุตลาดบ้านหรูยังมีดีมานต์ แต่ต้องศึกษากลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนเริ่มโครงการ
นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง เปิดเผยว่าบ้านหรูระดับราคา 11 ล้านบาทขึ้นไปนั้น ตลาดยังมีความต้องการ เนื่องจากมีสินค้าในตลาดออกมาน้อย เนื่องจากถูกข้อจำกัดทางด้านผังเมืองที่ต้องก่อสร้างเป็นบ้านเดี่ยวบนที่ดิน 100 ตร.ว. ขึ้นไป โดยที่ดินที่จะก่อสร้างบ้านขนาดใหญ่ได้นั้นมีค่อนข้างจำกัด
"พื้นที่ที่จะก่อสร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่ได้นั้น ต้องอยู่ในเขตผังเมืองสีเขียวลายขาว อย่างเช่นบริเวณวงแหวนกาญจนาภิเษก ที่ถูกกำหนดให้ ก่อสร้างบ้านบนเนื้อที่ขนาด 100 ตร.ว. ขึ้นไป ความสูงไว้ไม่เกิน 2 ชั้น ซึ่งปัจจุบันที่ที่ดินในย่านดังกล่าว มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 12-14 ล้านบาท หรือมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าบาท"นายรังสรรค์กล่าว
นอกจากนี้การที่จะก่อสร้างบ้านหรู นั้นต้องศึกษากลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัท เคยพัฒนาโครงการย่านพุทธมณฑลสาย 1 แต่ก่อสร้างเป็นบ้านสไตล์จีน เนื่องจากมองว่าจะมีกลุ่มลูกค้าคนจีนที่เคยอาศัยในย่านเยาวราช จะมาซื้อค่อนข้างมาก แต่ผิดคาดเนื่องจากลุ่มลูกคนคนจีนที่อยู่ในเมืองไทยกลับชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นมากกว่า
นายรังสรรค์ กล่าวถึงการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงส.ส.เกินกว่าครึ่งหนึ่ง จะทำให้รัฐบาลมีสเถียรภาพอย่างน้อยเกินกว่า 2 ปี ซึ่งจะทำให้นักธุรกิจมีความเชื่อมั่น และการที่นายกรัฐมนตรีมาจากครอบครัวนักธุรกิจก็จะบริหารประเทศแบบนักธุรกิจ และมั่นใจว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญต่อธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องอีกจำนวนมาก และทุกครั้งที่มีรับบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศก็ใช้ภาคอสังหาฯ เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมายอดขายของบริษัทดีมากจนสร้างบ้านไม่ทัน และเชื่อว่าหลังเลือกตั้งเสร็จตลาดอสังหาฯจะเติบโต ทำให้บริษัทปรับแผนสร้างบ้านไว้ในสต๊อกเพิ่มขึ้น จากเดิม 80-100 ยูนิต/เดือน รองรับการขายได้ประมาณ 2 เดือน แต่หลังจากนี้จะเพิ่มสต๊อกบ้านเป็น 150 ยูนิต เพื่อรองรับการขายใน 2-3 เดือน”นายรังสรรค์ กล่าว
สำหรับความคืบหน้า โครงการ เดอะ รอยัลกรีนพาร์ค กาญจนาภิเษกว่า ซึ่งพัฒนาเป็นบ้านหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่ 18 ไร่เศษ ขนาดตั้งแต่ 100-300 ตร.ว. ราคา 11-16.4 ล้านบาท รวม 59 ยูนิต มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท โดยได้เปิดตัว เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดขายแล้วกว่า 40% หรือประมาณ 24-25 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในสิ้นปีนี้







