
รอยต่อชะอำ-หัวหิน บูมรอบใหม่
จับตาโซนหัวหินตอนปลาย ถึง หัวหินตอนต้น เตรียมฟื้น หวนคึกคักรอบใหม่ หลังกลุ่มทุนส่วนกลางแห่ผุดโครงการใหม่เพียบ
จับตาโซนหัวหินตอนปลาย ถึง หัวหินตอนต้น เตรียมฟื้น หวนคึกคักรอบใหม่ หลังกลุ่มทุนส่วนกลางแห่ผุดโครงการใหม่เพียบ
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
หลังการขยายตัวจากตัวเมืองหัวหินออกไปทางโซนเขาตะเกียบ เขาเต่าค่อนข้างหนาแน่น และผลักดันให้ราคาที่ดินติดริมทะเลปรับตัวสูงขึ้นไปมากแล้ว จนอาจพูดได้ว่า โซนริมทะเลเขาตะเกียบ และเขาเต่าวันนี้แทบไม่ต่างจากหัวหินเลย จึงไม่แปลกที่นักพัฒนาที่ดินต้องเริ่มมองหาทำเลใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งแนวโน้มนับจากนี้ บริเวณรอยต่อชะอำตอนปลายถึงช่วงหัวหินตอนต้นจะกลับมาบูมอีกครั้ง
สมสกุล หลิมศุทธพรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า บริเวณใกล้โรงแรมดุสิต ซึ่งเป็นรอยต่อของชะอำตอนปลาย และหัวหินตอนต้นที่ก่อนหน้านี้ไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว ปัจจุบันเริ่มมีทุนส่วนกลางกลับเข้ามาลงทุนในบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง เช่น กลุ่มโรงแรมเซนต์เจมส์จากตระกูลฮุนตระกูล ที่เตรียมเปิดโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 85 ไร่ ในย่านดังกล่าว ภายใต้ชื่อ “โบทานีโอ” ประกอบด้วย คอมมูนิตีมอลล์ พื้นที่มากกว่า 4.48 หมื่น ตร.ม. โรงแรม 30-40 ห้อง รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
นอกจากนี้ การที่กลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์เข้ามาเปิดโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรกในหัวหินภายใต้ชื่อ “โอกาส” บนทำเลหัวหิน ซอย 1 เป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสหัวหินตอนต้นได้เป็นอย่างดี โดยพื้นที่บริเวณรอยต่อดังกล่าวนั้นยังมีที่ดินพร้อมพัฒนาอีกมาก และราคายังไม่สูงนัก ที่ดินติดริมทะเลมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 30-40 ล้านบาท หากเทียบกับใจกลางเมืองหัวหินที่มีราคาสูงถึง 80 ล้านบาทแล้ว บริเวณดังกล่าวถือว่าถูกกว่ามาก แต่มีศักยภาพไม่แพ้กัน
ขณะที่ย่านเขาเต่า เขาตะเกียบ ต้องยอมรับว่า เติบโตมาได้ระดับหนึ่งแล้วอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้มากกว่านี้ โดยประเมินจากโครงการที่เปิดขายในโซนเขาเต่า เขาตะเกียบ ยอดขายเริ่มทรงตัว ไม่ร้อนแรงเหมือนช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินย่านนี้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 25-35 ล้านบาทต่อไร่ ส่วนหัวหินฝั่งภูเขา ประมาณหัวหินซอย 112 ซึ่งเคยคึกคักมากในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโลก และเป็นโซนที่จับกลุ่มชาวต่างชาติเป็นหลัก เน้นจุดขายบ้านบนภูเขา วิวทะเล ปัจจุบันยังคงชะลอตัว เพราะกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยราคาที่ดินบริเวณนี้หากติดริมถนนเพชรเกษม จะอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาทต่อไร่ แต่หากไม่ติดริมถนน จะมีราคาเพียง 12 ล้านบาทต่อไร่เท่านั้น
สำหรับภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ในหัวหินตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มี 5 โครงการคอนโดมิเนียมรวมกว่า 500 ยูนิต มีทั้งระดับไฮเอนด์จากกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และระดับราคาล้านต้นๆ จากผู้ประกอบการท้องถิ่น ด้านปริมาณสะสมจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมา ในส่วนของคอนโดมิเนียมมีด้วยกัน 42 โครงการ รวม 5,058 ยูนิต ขายไปแล้ว 68% โดยโซนที่มียอดขายดียังคงเป็นหัวหินฝั่งทะเลเฉลี่ยการขายอยู่ที่ 76% ชะอำ 73% หัวหินฝั่งเขาตะเกียบ 65% และฝั่งภูเขา 57% ส่วนบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดมีปริมาณสะสม 4,342 ยูนิต มียอดขายไปแล้ว 67% และทาวน์เฮาส์มีจำนวน 309 ยูนิต มียอดขายไปแล้ว 51%
ด้าน ริษิณี สาริกบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและประเมินมูลค่าทรัพย์สิน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ที่ดินริมชายหาดหัวหินหายากขึ้น ทำให้การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ จะขยับไปอยู่บริเวณโซนทางเหนืออย่างฝั่งชะอำมากขึ้น โดยการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ควอลิตี้เฮาส์ กลุ่มชาญอิสสระที่ร่วมทุนกับซีเอ็มซี กลุ่มโรงแรมเซ็นเจมส์ และกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เริ่มเข้ามาทำตลาดในหัวหิน จะผลักดันให้ตลาดมีความคึกคักมากขึ้น และต้องยอมรับว่า จะส่งผลกระทบถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายย่อยด้วย
ทีมวิจัยจากไนท์แฟรงค์ยังระบุอีกว่า คอนโดมิเนียมยังคงเป็นตลาดหลักของหัวหิน โดยส่วนใหญ่จะเป็นตลาด 2 ห้องนอน และ 1 ห้องนอน ประมาณ 41% และ 38% ตามลำดับ ในขณะที่รูปแบบยูนิตจำนวน 3 ห้องนอน และ 4 ห้องนอน มีสัดส่วนไม่มากนัก อยู่ที่ 6% และ 1% ตามลำดับเท่านั้น โดยมีการประเมินว่า จะมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ในหัวหินอีก 10 โครงการ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 1,500 ยูนิต ซึ่งทยอยเปิดตัวแล้วที่ชะอำและหัวหิน โดย 3 ใน 10 โครงการเป็นโครงการใหม่ ส่วนที่เหลือเป็นการขยายต่อยอดจากโครงการที่มีอยู่เดิม โดยโครงการในอนาคตส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บริเวณด้านไม่ติดทะเล
ขณะที่พฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่มีความต้องการคอนโดมิเนียมริมทะเลหรือวิวทะเล มากกว่าชาวต่างชาติที่สนใจ
คอนโดมิเนียมด้านที่ไม่ติดทะเล โดยผู้ซื้อมากกว่า 75% ของคอนโดมิเนียมริมทะเลหรือวิวทะเลคือคนไทย โดยราคาขายคอนโดริมทะเลที่สูงที่สุดตั้งอยู่ที่ทางทิศใต้ของหัวหินโดยมีราคาประมาณ 114,750-145,350 บาทต่อ ตร.ม. ตามด้วยเขาตะเกียบ และบริเวณทางทิศเหนือของหัวหิน ที่ราคา 105,528 - 137,500 บาทต่อ ตร.ม. และ 90,000 - 111,550 บาทต่อ ตร.ม. ตามลำดับ
นอกจากนี้ ชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในหัวหินแตกต่างจากชาวต่างชาติที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต สมุย เนื่องจากชาวต่างชาติในหัวหินส่วนมากอยู่ในวัยเกษียณและแต่งงานกับภรรยาชาวไทย มีงบประมาณจำกัด จึงนิยมคอนโดมิเนียมบริเวณด้านที่ไม่ติดทะเล เพราะราคาค่อนข้างต่ำกว่าคอนโดมิเนียมติดทะเล อีกทั้งยังเริ่มหันมาเลือกขนาดห้องชุดที่เล็กลง เพื่อรองรับกับการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ที่ทำให้ต่างชาติมีต้นทุนในการซื้อที่อยู่อาศัยในไทยสูงขึ้น
แนวโน้มตลาดหัวหินเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวและกลับมาคึกคักอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจับตลาดลูกค้าคนไทยเป็นหลัก ไม่ได้เน้นต่างชาติมากนักเหมือนกับตลาดเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ประกอบกับการเข้ามาของทุนส่วนกลางในโซนรอยต่อชะอำหัวหินที่พร้อมจะปลุกให้พื้นที่รวมหัวหินกลับมาสดใสอีกครั้ง







