posttoday
LPN ชู 2 กลยุทธ์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า

LPN ชู 2 กลยุทธ์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า

26 เมษายน 2566

LPN ชูกลยุทธ์และแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางแนวโน้มที่ค่าพลังงานมีการปรับตัวสูงขึ้น การนำพลังงานทางเลือกอย่าง Solar Cell มาใช้ในโครงการทุกโครงการ เพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนกลาง และกลายเป็นมาตรฐานของโครงการที่เปิดตัวใหม่

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล พี เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ LPN ท่ามกลางแนวโน้มที่ค่าพลังงานมีการปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น ว่า ปัจจุบันการพัฒนาโครงการของ LPN ทั้งอาคารชุดและบ้านพักอาศัยได้มีการออกแบบให้มีการนำพลังงานทางเลือกอย่าง Solar Cell มาใช้ในโครงการทุกโครงการ เพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนกลาง 

LPN ชู 2 กลยุทธ์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า

และกลายเป็นมาตรฐานของโครงการที่เปิดตัวใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน นอกจากการใช้พลังงานทางเลือกในพื้นที่สวนกลางแล้ว การออกแบบห้องพักอาศัยในแต่ละห้องทาง LPN ออกแบบภายใต้แนวคิดของการประหยัดพลังงานโดยใช้การออกแบบที่เรียกว่า LPN Design โดยนำหลักการออกแบบที่เรียกว่า Passive Design ตั้งแต่การวางผังโครงการพื้นที่ช่องแสง ทิศทางของลม เพื่อให้แต่ละห้องใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด 

เช่นเดียวกับการออกแบบบ้านพักอาศัยทาง LPN ได้มีการออกแบบโดยคำนึงถึงการวางผัง ทิศทางแดดและลม รวมถึงการใช้สีของอาคาร เพื่อประหยัดการใช้พลังงาน ซึ่งการติดตั้ง Solar Cell ในพื้นที่ส่วนกลางของอาคารชุดที่พัฒนาโดย LPN สามารถช่วยประหยัดค่าใช้ไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ส่วนกลางได้เฉลี่ย 550-650 หน่วยต่อเดือนในส่วนของการบริหารจัดการค่าไฟส่วนกลาง 

LPN ชู 2 กลยุทธ์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า

ในส่วนของบริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ LPN โดย นางสาวสมศรี เตชะไกรศรี  กรรมการผู้จัดการ  กล่าวว่า  LPP ได้วางแนวทางการบริหารจัดการเพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายทางด้านไฟฟ้าของแต่ละนิติบุคคล ซึ่งนอกเหนือจากการที่ได้กำหนดให้มีการ “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง” เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่เป็นประจำแล้วนั้น 

ยังได้กำหนดแนวทางเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าภายในส่วนกลางแบ่งเป็น 2 แนวทางหลักได้แก่  1.ใช้วิธีการบริหารการใช้ไฟฟ้าตามเวลาหรือ TOU (Time of Use) โดยปรับเวลาเปิดใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าสูง  อย่างเช่น  ระบบบำบัดนำเสียและเครื่องปั้มน้ำดีเป็นต้น ให้เปิดทำงานในช่วง  Off Peak คือระหว่างเวลา 22.00-09.00 น. ของวันทำการและช่วงเสาร์-อาทิตย์   

LPN ชู 2 กลยุทธ์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า

ซึ่งจะมีอัตราค่าไฟฟ้าจะถูกกว่า เพื่อลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าของนิติบุคคลแต่ละโครงการได้มากขึ้น แนวทางที่ 2  คือ การลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยให้คำปรึกษาและให้บริการทางด้านพลังงานแก่นิติบุคคล เช่น การติดตั้ง  “โซลาร์ รูฟท็อป” เป็นพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งในอนาคตสามารถต่อยอดทางด้าน Carbon Credit ได้อีกด้วย โดยทาง LPP จะนำเสนอเป็นโซลูชั่นให้แก่นิติบุคคลและคณะกรรมการได้พิจารณาเพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดการไฟฟ้า 

รวมถึงการให้บริการติดตั้ง Lighting Automation ที่สามารถควบคุมไฟฟ้าและแสงสว่างในพื้นที่ส่วนกลาง ได้อย่างปลอดภัยผ่านระบบเซนเซอร์หรือระบบสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าในเครื่องปรับอากาศที่ใช้หลักการปรับภาระคอมเพรเซอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าน้องลง 7-15% ที่ผ่านการรับรองโดยทีมวิศวกรรมส่วนกลางของ LPP  เพื่อให้นิติบุคคลนำใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการที่สามารถประหยัดได้ทั้งพลังงานและค่าใช้จ่ายในระยะยาว

LPN ชู 2 กลยุทธ์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า

สำหรับภาพรวมแนวโน้มค่าส่วนกลางในการดูแลโครงการอาคารชุดและบ้านพักอาศัยในตลาดปัจจุบัน นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LWS) บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) ระบุว่าแนวโน้มค่าส่วนกลางในการดูแลโครงการอาคารชุดและบ้านพักอาศัยว่า 

โดยเฉลี่ยแล้วมีแนวโน้มทรงตัว ถึงแม้อัตราเงินเฟ้อและค่าแรงขั้นต่ำปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันสูง ทำให้บริษัทบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ (Property Management) นำแนวทางลดค่าใช้จ่ายมาใช้เพื่อลดต้นทุนและคงราคาค่าส่วนกลางและบางกลุ่มปรับราคาค่าส่วนกลางลดลงโดยที่ยังคงรักษามาตรฐานและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และสามารถที่จะแข่งขันเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่

จากผลการสำรวจของ LWS พบว่าค่าส่วนกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรของการบริหารจัดการอาคารชุดพักอาศัย ที่ระดับราคาน้อยกว่า 1 ล้านบาทถึงระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท มีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากระดับราคาเฉลี่ยที่ 34-58 บาทต่อตารางเมตรในปี 2563-2564 มาอยู่ที่ 32-55 บาทต่อตารางเมตรในปี 2565-2566 ลดลง 5-6%

ในขณะที่ห้องชุดที่ระดับราคาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปอัตราค่าส่วนกลางปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 71-92 บาทต่อตารางเมตรในปี 25623-2564 มาอยู่ที่ระดับราคา 84-110 บาทต่อตารางเมตร หรือปรับตัวขึ้นมา 18-20% ในขณะที่อัตราค่าส่วนกลางเฉลี่ยสำหรับการบริหารจัดการโครงการบ้านพักอาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ระดับราคาเฉลี่ย 3-10 ล้านบาท มีอัตราการจัดเก็บค่าส่วนกลางลดลงจาก 30-40 บาทต่อตารางวา ระหว่างปี 2563-254 เป็น 28-36 บาทต่อตารางวาในปี 2565-2566 หรือ ลดลง 6-10% 

ในขณะที่บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-20 ล้านบาท อัตราการจัดเก็บค่าส่วนกลางเพิ่มขึ้นจาก 39 บาทต่อตารางวา ในปี 2563-2564 เป็น 51 บาทต่อตารางวา ในปี 2565-2566 หรือเพิ่มขึ้น 30% แต่บ้านเดี่ยวระดับราคามากกวา 10 ล้านบาท อัตราค่าบริหารส่วนกลางลดลงจาก 81 บาทระหว่างปี 2563-2564 ลงมาอยู่ที่ 60 บาทต่อตารางวา หรือลดลง 21%

ส่วนกลุ่มบ้านแฝด ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราการจัดเก็บค่าส่วนกลางปรับตัวลดลงจากระดับราคา 37 บาทต่อตารางวา ปี 2563-2564 มาอยู่ที่ 36 บาทต่อตารางวา ปี 2565-2566 หรือ ลดลง 2.7% ในขณะที่ระดับราคาเกิน 3 ล้านบาท อัตราการจัดเก็บค่าส่วนกลางปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 36-55 บาทต่อตารางวา ในปี 2563-2564 เป็น 37-67 บาทต่อตารางวา ในปี 2565-2566 หรือเพิ่มขึ้น 2-21% 

เช่นเดียวกับบ้านในกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ ที่กลุ่มบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาทมีอัตราการจัดเก็บค่าส่วนกลางลดลงจากเฉลี่ย 51 บาทต่อตารางวาปี 2563-2564 เป็น 52 บาทต่อตารางวาในปี 2565-2566 ลดลงประมาณ 3%  ในขณะที่ทาวน์เฮ้าส์ระดับราคาระหว่าง 1-5 ล้านบาท และกลุ่มที่ระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท มีอัตราค่าส่วนกลางเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 29-84 บาทต่อตารางวาในปี 2563-2564 เป็น 33-99 บาทต่อตารางวา หรือปรับเพิ่มขึ้น 13-21%

นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ในกลุ่มอาคารชุดพักอาศัย อัตราการจัดเก็บค่าส่วนกลางมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเป็นผลจากที่ผู้ประกอบการบริหารจัดการอาคาร ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน นำเทคโนโลยี่เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลางเช่น การติดกล้อง CCTV การเข้าออกพื้นที่จอดรถโดยใช้เครื่องอัตโนมัติ แทนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 

เพื่อลดค่าใช้จ่ายเป็นต้น ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการได้ทำให้การจัดเก็บค่าส่วนกลางมีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ในขณะที่กลุ่มบ้านพักอาศัยการปรับอัตราการจัดเก็บมีความแตกต่างตามขนาดของโครงการ ทำให้มีทั้งปรับเพิ่มและลดลง ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ค่าบริหารพื้นที่ส่วนกลางเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการบริหารจัดการและดูแลโครงการในเรื่องของการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง 

งานช่างบำรุงซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ ในอาคาร งานรักษาความปลอดภัย และอื่นๆ อัตราการจัดเก็บพื้นที่ส่วนกลางคำนวณจากค่าใช้จ่ายต่างๆ การนำเทคโนโลยี่เข้ามาใช้ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งปัจจุบันผู้บริหารจัดการอาคารและชุมชนต่างๆ ได้พยายามนำเทคโนโลยี่ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางภาระต้นทุนที่สูงขึ้นโดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถขึ้นอัตราค่าบริการได้ตามค่าแรงที่สูงขึ้นเพราะสภาพการแข่งขันในตลาด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท