
ตลาดคอนโดอ่อนนุชยยังไม่โอเว่อร์
เค.ดี.แอสเซท ชี้ตลาดคอนโดมิเนียมย่านอ่อนนุชไม่โอเวอร์ ซัพพลาย ถูกดูดซับไปแล้วในช่วง 2 ปี จาก 4,300 ยูนิต เหลือ 900 ยูนิตที่อยู่ระหว่างทำการขาย
เค.ดี.แอสเซท ชี้ตลาดคอนโดมิเนียมย่านอ่อนนุชไม่โอเวอร์ ซัพพลาย ถูกดูดซับไปแล้วในช่วง 2 ปี จาก 4,300 ยูนิต เหลือ 900 ยูนิตที่อยู่ระหว่างทำการขาย
นายเทอดศักดิ์ บุญทศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.ดี. แอสเซท แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ กลุ่มทุนจากจ.มุกดาหาร ที่เบนเข็มมาพัฒนาโครงการอสังหาฯในเขตกรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์ “THE NEXT” เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีจำนวนคอนโดมิเนียมที่ออกมาสู่ตลาด 2,800 ยูนิต ขณะที่ปีนี้มีจำนวนยูนิตที่ออกมาสู่ตลาดแล้ว 4,300 ยูนิต โดยมีจำนวนยูนิตที่ขายออกสู่ตลาดแล้ว 3,400 ยูนิต ปัจจุบันเหลือขาย 900 ยูนิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับราคา 1.9 ล้านบาท -6 ล้านบาท ต่อยูนิต ทำให้การแข่งขันในย่านนี้ถือว่าไม่รุนแรง เหมือนกับที่หลายฝ่ายกังวลว่าคอนโดในบริเวณนี้โอเวอร์ซัพพลาย
อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม THE NEXT PRIVATE POOL VILLA สุขุมวิท 52 ไปเมื่อปลายปี 50 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า สามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลา 5-6 เดือน หลังจากนั้นก็ได้มีการเปิดตัวโครงการใหม่อีกอย่างต่อเนื่องปีละ 1 โครงการ มูลค่าโครงการละประมาณกว่า 500 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันพัฒนาแล้ว 2 โครงการ โดยเน้นรูปแบบคอนโดฯโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้นเป็นหลัก
ล่าสุดบริษัทฯได้ เปิดโครงการที่ 3 คือ “THE NEXT สุขุมวิท52”ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE GARDEN MIX” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 503 ตารางวา เป็นคอนโดฯสูง 8 ชั้น ขนาด 28.50-74 ตารางเมตร ราคา 1.98-5.59 ล้านบาท รวม 138 ยูนิต มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท โดยเป็นการกู้สินเชื่อโครงการจากธนาคารนครหลวงไทย ในสัดส่วน 30% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ด้านการขายบริหารงาน โดย บริษัท ไพร์ม พร็อพเพอร์ตี้ พาร์ทเนอร์ จำกัด ขณะนี้มียอดพรีเซลแล้ว 55 ยูนิต และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 22-23 ม.ค.นี้
ปัจจุบันราคาขายโครงการของบริษัทฯปรับสูงขึ้นมาถึง 69,500 บาท ต่อตารางเมตร จากครั้งแรกที่ขายในราคา 6.2 หมื่นบาท/ตารางเมตร ถือว่าราคาปรับขึ้นมาพอสมควร คาดว่าในไตรมาส1/54 นี้จะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 60% โดยตั้งเป้าปิดการขายไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองด้วย
“การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจ และการเมือง แต่เราไม่ใช้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร แต่จะแข่งขันกับตัวเอง ในการพัฒนาโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยจะดูที่ช่วงจังหวะเวลาและความเหมาะสมในการพัฒนา” นายเทอดศักดิ์ กล่าว







