logo-pwa

เพิ่ม Post Today

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
ปี 66 อสังหาริมทรัพย์เดินหน้า Top 5 ผุดโครงการใหม่ รับความต้องการผู้บริโภค

ปี 66 อสังหาริมทรัพย์เดินหน้า Top 5 ผุดโครงการใหม่ รับความต้องการผู้บริโภค

24 มกราคม 2566

อสังหาริมทรัพย์ หลังโควิด-19 ผ่อนคลาย ปี 66 ลุยเดินหน้าต่อ ผู้ประกอบการเตรียมผุดโครงการใหม่ มุ่งเจาะแนวราบ เผยมั่นใจรายได้โตแบบก้าวกระโดด พาเหรดประกาศแผนผุดโครงการใหม่เพิ่ม พร้อมเผยผลงานปี 65 เติบโตต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลกเป็นอย่างมาก ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยธุรกิจอสังหาฯในประเทศไทยนั้น มีกำลังซื้อลดลงไปมากกว่าครึ่ง ขณะเดียวกันได้สร้างจุดเปลี่ยนต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยไปเป็นอย่างมากตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ทำให้ต้องล็อกดาวน์ประเทศ มีการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ก่อให้เกิดเป็น New Normal 

 

เมื่อคนซื้อไม่กล้าออกมานอกบ้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการเองต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด พัฒนาการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทุกช่องทาง อย่างไรก็ตามในปี 2566 นี้ หลากหลายค่ายผู้ประกอบการภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในปีกระต่ายทองนี้ จะต้องกลับมาฟื้นตัว โดยจะเห็นได้จากผลประกอบการยักษ์ใหญ่ ทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากอั้นมานานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

 

เทรนด์อสังหาริมทรัพย์ปี 66 กลับมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น

 

และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เจ้าแรกที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) โดยนายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีอัตราการฟื่นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2565 โดยจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

 

ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างดีมานด์ในประเทศให้มีอัตราการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงดีมานด์จากลุ่มลูกค้าต่างชาติที่น่าจะทยอยกลับมาตามการเปิดประเทศ และการเดินทางที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ 

 

“เทรนด์ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ คาดว่าจะเริ่มเห็นผู้ประกอบการกลับมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น ในขณะที่การกลับมาพัฒนาโครงการคอนโดในเมืองจะลดน้อยลง แต่จะไปพัฒนาโครงการในทำเลชานเมืองมากขึ้น ส่วนซัพพลายตลาดจะเริ่มทยอยระบายออกมาเรื่อยๆ ทั้งนี้โดยรวมขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ผู้ประกอบการ เกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจว่าจะมีการขยายตัวมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์จะฟื่นตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา”นายนพร กล่าว 

 

ในปี 2566 นี้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 17 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 34,960 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 28,460 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 6,500 ล้านบาท โดยโครงการคอนโดมิเนียมที่ได้กลับมาพัฒนาโครงการใหม่คือ โครงการ The Key ศรีนครินทร์ ซึ่งจะเปิดขายในไตรมาสที่ 3 และในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามียอดขาย 35,000 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้จากยอดโอนกรรมสิทธิ์ 33,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าตั้งเป้าไว้ที่ 7,150 ล้านบาท สำหรับในปี 2565 ที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายรวม 30,207 ล้านบาท เติบโต 5.50%

 

กลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์

 

ในส่วนของ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) (AP) โดยนายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ กล่าวว่า เราได้วางเป้าหมายเป็นที่สุดแห่งปี ในการสร้างความต่างที่เหนือกว่าให้กับวิถีชีวิตใหม่ เพื่อมุ่งส่งมอบชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ให้กับลูกค้า ผ่านการเปิดตัวโครงการที่มากที่สุดในอุตสาหกรรม ครอบคลุมทุกทำเล ตอบรับดีมานด์ตลาดที่อยู่อาศัยทุกเซกเมนต์ ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างสถิติใหม่สู่การเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง 

 

ซึ่งจากผลประกอบการที่เติบโตเพิ่มขึ้นทั้งรายได้รวม กำไร และยอดขาย ผลการดำเนินงานใน 9 เดือนของปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ ทำนิวไฮสูงสุดถึง 37,566 ล้านบาท คิดเป็น 80% จากเป้ารายได้รวม (100% JV) ทั้งปีที่ 47,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 24% ด้านกำไรสุทธิมากถึง 4,722 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 3,549 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเท่ากับ 0.52 เท่า อย่างไรก็ตามในปี 2565 บริษัทคาดว่าจะมียอดขาย 50,415 ล้านบาท เติบโต 44%

 

“กลุ่มสินค้าแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ คีย์ไดรฟ์สำคัญในการสร้างรายได้ จากกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องของลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์ทั้งโครงการใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดขาย ควบคู่กับการฟื้นตัวกลับ เติบโตในทิศทางที่ดีอย่างมีนัยสำคัญของตลาดคอนโดมิเนียมที่มีการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง ณ 31 ตุลาคม 2565 บริษัท Backlog มากถึง 37,065 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้ถึงปี 2568 ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่ออย่างมั่นคงในอนาคตอย่างแน่นอน”นายวิทการ กล่าว

 

ปี 66 อสังหาริมทรัพย์เดินหน้า Top 5 ผุดโครงการใหม่ รับความต้องการผู้บริโภค

 

อสังหาฯรายเล็กๆ จำนวนมากได้หายไปในช่วงโควิด-19

 

ด้านบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) โดยนายอุทัย อุทัยแสนสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการ กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์น่าจะยัง Positive อยู่ ถ้าดูจากการขยาตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 เติบโตได้กว่า 3% ซึ่งจากแบงก์ชาติและสภาพัฒน์ประเมินที่ 3.2% สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังประเมินที่ 3.4% และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องในปี 2566  ซึ่งภาคอสังหาฯก็จะเติบโตขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ 

 

ในขณะเดียวกัน บริษัทอสังหาฯรายเล็กๆ จำนวนมากได้หายไปในช่วงโควิด-19 จากปัญหาสภาพคล่อง สายป่านไม่ยาวพอ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความสามารถในการทำธุรกิจสู้รายใหญ่ไม่ได้ ทำให้ดีมานด์ตรงนี้จะไหลกลับมาที่ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ เห็นได้ชัดเจนจากรายได้ที่เติบโตขึ้นของบริษัทรายใหญ่แต่ละบริษัท

 

นอกจากนี้ ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวกลับมา โดยเฉพาะเมื่อจีนเปิดประเทศจะยิ่งฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น จะช่วยให้ภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมาส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่จะเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมองว่าจะเป็นปัจจัยด้านบวกจากเม็ดเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็คาดหวังว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องประชาชนเป็นเรื่องหลักโดยจะต้องทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น 

 

ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 มีเรื่องของดอกเบี้ยที่กำลังเป็นช่วงขาขึ้น เรื่องของการไม่ต่อมาตรการผ่อนคลายสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV)  และปัจจัยจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน และอีกปัจจัยคือความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐที่จะทำให้มีการนำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้

 

อัตราดอกเบี้ยคิดว่าจะปรับขึ้นอีกไม่มาก เพราะเราเริ่มเห็นเพดานของดอกเบี้ยสหรัฐแล้ว ขณะที่แบงก์ชาติของเราก็ขึ้นอย่างระมัดระวัง โดยคาดว่าในปีนี้จะปรับขึ้นอีก 0.25-0.50% จากปีที่ผ่านมาปรับขึ้นไปแล้ว 0.75% ซึ่งทำให้อำนาจการซื้อของผู้บริโภคหายไปประมาณ 5% ต้องผ่อนมากขึ้น แต่ธนาคารก็พยายามช่วยขยายระยะเวลาการผ่อนให้ยาวขึ้น ทำให้อัตราการผ่อนยังคงเท่าเดิมก็ยังสามารถซื้อบ้านได้อยู่ เรื่องของดอกเบี้ยจึงคิดว่าน่าจะเอาอยู่ 

 

อย่างไรก็ตามในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีโครงการเปิดใหม่กว่า 50 โครงการ มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท ยอดขายก็คงไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท รายได้ต้องมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทแน่นอน และจะเติบโตมากกว่า 2 หลัก ทั้งนี้หากย้อนกลับมาที่การลงทุนของแสนสิริ จะยังคงให้น้ำหนักกับบ้านเดี่ยว ส่วนตลาดคอนโดมิเนียมยังต้องรอให้นักท่องเที่ยวกลับมา สำหรับการดำเนินงานในปี 2565 บริษัทคาดว่าจะมี ยอดขายรวม 50,000 ล้านบาท เติบโต 49%

 

“ในปีนี้บริษัทจะปรับพอร์ตการลงทุนจากเดิมที่ให้น้ำหนักกับสินค้าในกลุ่ม Affordable และกลุ่ม Medium ประมาณ 60% กลุ่ม  Medium Up ประมาณ 40% ปีนี้จะเพิ่มสินค้าในกลุ่ม Medium Up ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปให้มากขึ้น โดยมีสัดส่วนประมาณ 60% ส่วน กลุ่ม Affordable และกลุ่ม Medium จะเหลือ 40%”นายอุทัย กล่าว

 

กำลังซื้อจากต่างชาติจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

 

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) (SPALI) เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในปี 2566 โดยประเมินว่า จะเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง และกำลังซื้อจากต่างชาติจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง อีกทั้งมีการต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2566 โดยลดค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 1% ของราคาประเมินหรือราคาขาย และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% จากยอดเงินกู้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้เป็นปีที่ดีแม้จะมีเรื่องภาวะเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

 

“ปีนี้บริษัทคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 3-4% ซึ่งการขยายตัวของจีดีพีสะท้อนได้จากกำลังซื้อภายในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่วนลูกค้าชาวจีนของบริษัทได้กลับมาโอนกรรมสิทธิ์มากยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่ได้เปิดประเทศ ขณะเดียวกันภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 เริ่มฟื้นตัวและมาตรการกระตุ้นธุรกิจ ด้วยการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และมาตรการผ่อนคลาย LTV ทำให้เกิดการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค ส่วนในปี 2566 คาดว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีอัตราการเติบโตได้ที่ประมาณ 5% ”นายประทีป กล่าว

 

ในส่วนของแผนการลงทุนของบริษัทมีการขยายการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ประเทศออสเตรเลีย ได้มีการลงทุนไปแล้ว 12 โครงการ มูลค่าโครงการ 52,600 ล้านบาท ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมของศุภาลัย 9,748 ล้านบาท อีกทั้งเดินหน้าพัฒนาโครงการแนวราบระดับราคา 10 – 30 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้น สำหรับในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายมียอดขาย 36,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 36,000 ล้านบาท โดยวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 37 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 34 โครงการ  มูลค่า 32,700 ล้านบาท 

 

และโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 8,300 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 41,000 ล้านบาท และกำหนดงบประมาณการจัดซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยความมั่นคง และยั่งยืน เตรียมบุกหนักในโครงการภูมิภาคต่างๆ ในจังหวัดใหม่ๆที่มีทำเลศักยภาพและมีความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันศุภาลัยพัฒนาโครงการครอบคลุม 28 จังหวัด โดยในปี 2566 เสริมความแข็งแกร่งพัฒนาโครงการใหม่ใน 5 จังหวัดใหม่ ได้แก่ ลำปาง ลำพูน นครปฐม ราชบุรี และจันทบุรี 

 

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวมได้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 28,000 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขยอดขายพุ่งทะยานสูงถึง 32,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ทำได้ 24,069 ล้านบาท โดยเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียม 31 โครงการ มูลค่ารวม 37,800 ล้านบาท 

 

นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น 

 

ปิดท้ายกันที่ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI โดย นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2566 มองว่ายังมีสัญญาณบวกจากรอบด้าน อาทิ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นกว่าปี 2565 เป็นเท่าตัว สถานการณ์กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศฟื้นตัว GDP ของประเทศที่อาจเติบโต 3-5% ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัย ยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 

 

และด้วยจากสถานการณ์ที่มีแนวโน้มดีขึ้น บริษัทจึงมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 20% มีไฮไลต์สำคัญ คือการบุกเข้าสู่ทำเลใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไปมาก่อนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ตลอดจนตลาดหัวเมืองท่องเที่ยวนอกเหนือจากแถบ EEC ด้วย พร้อมกันนี้จะยังคงรักษาสถานะเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมสำหรับคน Gen Y และ Gen Z คู่ขนานไปกับการตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ คาดว่าจะเปิดเผยภาพรวมแผนธุรกิจของทั้งเครือได้อย่างเป็นทางการในช่วงปลายไตรมาส 1/2566

 

ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย โครงการที่อยู่อาศัย อยู่ที่ประมาณ 41,026 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ที่ 35,000 ล้านบาท และเติบโตจากปี 2564 ถึง 36% ถือเป็นยอดขายที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยแบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร 27% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 73% เมื่อแบ่งตามสถานะโครงการ มีสัดส่วนยอดขายจากโครงการพร้อมอยู่ ประมาณ 53% และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง อีกราว 47% 

 

 “ยอดขายที่เกิดขึ้น มาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และความแข็งแกร่งของเราใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.มีสินค้าหลากหลายแบรนด์ตอบโจทย์ทุกเซ็กเมนต์ราคา 2.มีสินค้าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต 3.มีสินค้าทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมกระจายตัวในหลากทำเล ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีในช่วงที่สถานการณ์ COVID-19 ค่อยๆ คลี่คลาย และบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยฟื้นตัวจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา” นายพีระพงศ์ กล่าว 

 

อย่างไรก็ตามในปี 2566 หรือ ปีกระต่ายทอง นี้ เราต้องมาดูกันว่า ทิศทางของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะเจออุปสรรคอีกไหม ต้องคอยติดตามรับชมกันต่อไป ว่าจะเติบโตอย่างกระโดด หรือไม่