
บิ๊กอสังหาฯโหมสื่อออนไลน์รักษาฐานเดิมเพิ่มลูกค้าใหม่
ในปี 2554 บริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่จะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์และมีบทบาทสำคัญ ทั้งด้านการลงทุนและการแข่งขันที่ว่ากันว่าจะรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ...
ในปี 2554 บริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่จะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์และมีบทบาทสำคัญ ทั้งด้านการลงทุนและการแข่งขันที่ว่ากันว่าจะรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ...
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว / โชคชัย สีนิลแท้ / สุกัญญา สินถิรศักดิ์
ในปี 2554 บริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่จะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์และมีบทบาทสำคัญ ทั้งด้านการลงทุนและการแข่งขันที่ว่ากันว่าจะรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ
ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นบริษัทรายใหญ่ขยายการลงทุนไปในทุกเซ็กเมนต์ที่ยังมี ความต้องการซื้อรออยู่ โดยเฉพาะในตลาดระดับกลางที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดกลายเป็นเค้กที่ทุกรายต้องการจะขอส่วนแบ่งเพิ่ม การแข่งขันจึงร้อนระอุรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น
การรักษาฐานเก่าและขยายฐานลูกค้าใหม่จึงเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทจำเป็นต้องทำ
จะสังเกตเห็นว่าบริษัทรายใหญ่หันกลับมาเน้นการตลาดกับลูกค้าเก่า เพื่อรักษาฐานเดิมและต่อยอดไปยังลูกค้าใหม่กันอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาไปเน้นการขยายเซ็กเมนต์ใหม่ๆ กันเป็นส่วนใหญ่ ไปจนถึงการให้บริการหลังการขายที่เข้มข้นขึ้น
รวมถึงการเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัว เพื่อใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ พร้อมๆ กับการตั้งรับกับสงครามสื่อในโลกออนไลน์ที่มีทั้งเรื่องจริงบ้าง เรื่องเท็จบ้างที่ทำให้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการขาย จึงจำเป็นที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ในปีนี้นอกจากการขยายการลงทุนเพิ่มอีก 78 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท และเป้าหมายยอดขาย 4.2 หมื่นล้านบาทแล้ว บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ได้ลอนช์แคมเปญตลาดตัวใหม่มาเป็นธีมหลักในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในชื่อว่า Yes, We Care โดยใช้งบในแคมเปญนี้ราวๆ 70-80 ล้านบาท
“เป็นเพราะตลาดเราใหญ่ขึ้นมาก มีลูกค้าที่จะต้องดูแลเป็นแสนครอบครัว จึงต้องมีกลยุทธ์ใหม่เพื่อดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มให้ใกล้ชิดขึ้น” ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าว
อีกส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้จะเข้ามาดูแลปัญหาร้องเรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการโอนบ้านให้เข้มข้นขึ้น เนื่องจากพฤกษาต้องโอนบ้านในปีนี้อีก 1.5 หมื่นหลัง ซึ่ง ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ ของพฤกษา ยอมรับว่า โอกาสที่บ้านจะมีปัญหาไม่เรียบร้อยย่อมเกิดขึ้นได้ จึงต้องปลูกฝังพนักงานทุกคนให้ดูแลใส่ใจลูกค้าให้ใกล้ชิดมากขึ้น
ขณะที่ ประเสริฐ เสริมว่า ถ้าเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากบริษัทก็พร้อมรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ในโลกออนไลน์เวลานี้มีทั้งข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง และข้อมูลที่ไม่เป็นจริง แต่เป็นมิจฉาชีพที่ต้องการสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจของบริษัท ทำให้ต้องเข้าไปดูแลในเรื่องข้อมูลข่าวสาร เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ในระยะยาว
เช่นเดียวกับ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ปีนี้ให้ความสำคัญกับการให้บริการหลังการขาย และการใช้สื่อออนไลน์ในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น โดยที่ อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บอกว่า ได้เพิ่มพนักงานในส่วนของการให้บริการหลังการขายมากถึง 200 คน เพราะหากไม่สามารถส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้ ปัญหา ทั้งหมดจะย้อนกลับมายังบริษัทในที่สุด
นอกจากนี้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังหันไปมุ่งพัฒนาการออกแบบภายในส่วนต่างๆ ของบ้านที่เรียกว่า ไมโคร ดีไซน์ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่บ้านให้ได้มากที่สุด พร้อมกับการนำนวัตกรรมประหยัดพลังงานมาใช้กับบ้านแบบใหม่ เช่น บ้านที่ติดโซลาร์เซลล์ เป็นต้น
ด้านบริษัท แสนสิริ ที่ได้เน้นการสื่อสารการตลาดแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือโซเชียล เน็ตเวิร์ก ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้มีสมาชิกอยู่ในโลกออนไลน์แล้วมากกว่า 1.2 หมื่นคน ปีนี้จะเป็นปีที่ต้องต่อยอดเครือข่ายที่มีอยู่ให้กลายเป็นกระบอกเสียงของการสร้างแบรนด์แบบบอก ต่อภายใต้แนวคิด “โซเชียล คอมเมิร์ซ” หรือการหันมาเน้นการขายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์มากขึ้น โดยร่วมมือกับกลุ่มเอ็นโซโก้ ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ในการทำแคมเปญ โดยจะให้สมาชิกเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นผู้ร่วมกำหนดส่วนลด ด้วยการคลิกส่วนลดในเฟซบุ๊กให้ส่วนลดสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาทต่อคูปอง
ขณะที่ วิทการ จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือเอพี กล่าวว่า แผนการทำตลาดในปีนี้จะเน้นการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายให้กว้างขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมทั้งระดับกลางล่าง กลางบน และระดับบน โดยเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ทั้งทาวน์เฮาส์ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอพีจะลงมาเล่นในตลาดระดับราคาดังกล่าวและบ้านเดี่ยว ราคา 15 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์เดอะ พาลาโซ
ด้านบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 17 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 1.7 หมื่นล้านบาท ชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดโครงการแนวราบมากขึ้น เนื่องจากมีการประเมินกันว่าตลาดคอนโดมิเนียมนั้นเติบโตช้าลง โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ 90%
ภาพรวมการตลาดในปีนี้ จึงเต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้เล่น|รายใหญ่ด้วยกัน ซึ่งหากไม่เตรียมรับมือด้วยการสร้างความแตกต่าง หรือสร้างความชัดเจนในแบรนด์และผลิตภัณฑ์แล้ว โอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำเสียส่วนแบ่งตลาดในแต่ละทำเลย่อมมีสูงขึ้นเช่นกัน







