
คอนโดฯหวั่นล่ม สคบ.ดันใช้ เอสโครว์ในสัญญา
ความร้อนแรงในตลาดคอนโดมิเนียม ทั้งเรื่องจำนวนการเปิดโครงการใหม่ และยอดการโอนที่มากที่สุดในรอบ 13 ปี ย่อมนำมาซึ่งเรื่องร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าปัจจุบันปัญหาการซื้อบ้านไม่ได้บ้าน หรือไม่ได้รับโอนภายในระยะเวลาที่กำหนดจาก การที่ผู้ประกอบการยังไม่ได้ก่อสร้าง จะลดน้อยลงกว่าช่วงวิกฤตปี 2540 ก็ตาม
ความร้อนแรงในตลาดคอนโดมิเนียม ทั้งเรื่องจำนวนการเปิดโครงการใหม่ และยอดการโอนที่มากที่สุดในรอบ 13 ปี ย่อมนำมาซึ่งเรื่องร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าปัจจุบันปัญหาการซื้อบ้านไม่ได้บ้าน หรือไม่ได้รับโอนภายในระยะเวลาที่กำหนดจาก การที่ผู้ประกอบการยังไม่ได้ก่อสร้าง จะลดน้อยลงกว่าช่วงวิกฤตปี 2540 ก็ตาม
แต่ประเด็นการร้องเรียนเกี่ยวกับคอนโด มิเนียมที่ไม่สามารถสร้างได้ตามกำหนดและส่งมอบให้ได้ตามเวลา ผ่านไปยังสำนักงาน คุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กลับยังเป็น เรื่องอันดับหนึ่งของที่อยู่อาศัยประเภทอาคารสูงโดยในปี 2553 พบว่า ปริมาณการ ร้องเรียนเกี่ยวกับอาคารชุด จำนวน 535 เรื่อง มีประเด็นการสร้างไม่เสร็จ ไม่โอนตามกำหนด สูงถึง 20.56%
ดังนั้น ภารกิจในปี 2554 ของ สคบ. จึงต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง ด้วยการพยายามผลักดันให้ นำ พ.ร.บ.การดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. 2551 หรือเอสโครว์มาใช้เชิงบังคับให้ ผู้ประกอบการหรือทุกโครงการต้องทำ โดยที่ สคบ.จะผลักดันให้เอสโครว์บรรจุไว้อยู่ในสัญญามาตรฐาน ซึ่งกรมที่ดินมีแผนจะปรับแก้ไขอยู่แล้ว
ทั้งนี้ จะให้สัญญามาตรฐานกำหนดว่า บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้ขาย ต้องเป็นผู้จัดหาคนกลางในการดำเนินการ ตามข้อตกลงของคู่สัญญาหรือที่เรียกว่า เอสโครว์เอเยนต์ ซึ่งขณะนี้มีสถาบันการเงิน 9 ราย ที่ได้รับไลเซนส์ในการให้บริการเอสโครว์เอเยนต์อยู่แล้ว โดยจะกำหนดให้ผู้ขายเป็น ผู้ออกค่าธรรมเนียม 0.3% ของราคาที่อยู่อาศัย จากปัจจุบันกำหนดให้ผู้ซื้อและผู้ขายออก ค่าธรรมเนียมในการทำเอสโครว์คนละครึ่ง หากเอสโครว์ถูกระบุอยู่ในสัญญามาตรฐานแล้ว ก็จะมีผลบังคับให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำเอสโครว์เพื่อคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้บริโภคในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถสร้าง ให้เสร็จตามกำหนดส่งมอบที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะได้เรียกร้องเงินดาวน์คืนจากเอสโครว์ เอเยนต์ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟ้องร้อง และลดความเสี่ยงในการซื้อคอนโดมิเนียมที่ส่วนใหญ่ขายอยู่บนกระดาษกว่าจะแล้วเสร็จและโอนได้ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1-2 ปี แม้ไม่ได้ห้องชุดตามที่วาดหวัง แต่อย่างน้อยก็ไม่สูญเสียเงินดาวน์ไปอย่างไร้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อใหม่ยุคใหม่ต้องหันมา ให้ความสนใจ เพราะหากผู้บริโภคเป็นฝ่ายที่ต้องการให้ใช้เอสโครว์แล้ว ย่อมกดดันให้ ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินลุกขึ้นมาทำ จะลดปัญหาการร้องเรียนลงได้แน่นอน
อย่างไรก็ตาม สคบ.ยังต้องศึกษาความ เป็นไปได้ว่าสามารถดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าวได้หรือไม่ และขัดต่อ พ.ร.บ.การดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. 2551 ที่ ระบุให้เป็นการสมัครใจของทั้งสองฝ่ายมากน้อยแค่ไหน หากดูจากหลายปัจจัยแล้ว ภารกิจใหญ่ดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับ สคบ. เพราะเชื่อแน่ว่าจะต้องเกิดแรงต้านจากฝั่ง ผู้ประกอบการ
ประเด็นการต่อต้านไม่ได้อยู่ที่การถูกบังคับให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพียงผู้เดียว แต่อยู่ที่เมื่อ มีการบังคับใช้เงินดาวน์ทั้งหมด ต้องถูกเก็บไว้ในบัญชีเอสโครว์ ที่ไม่สามารถนำมาพัฒนาโครงการได้เหมือนเช่นเคย ท้ายที่สุดแล้ว สคบ.จะสามารถสลัดคราบภาพลักษณ์ "เสือกระดาษ" ด้วยการผลักดันเรื่องดังกล่าวให้สำเร็จได้หรือไม่ คงต้องจับตา ดูกันต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีความพยายามในการทำให้เอสโครว์ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่แค่การสมัครใจ
ยอดร้องเรียนที่มีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2553
|
ประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่มีการร้องเรียน |
จำนวน(เรื่อง) |
|
|
ที่ดินหมู่บ้านจัดสรร |
707 |
-ไม่จัดทำสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนด25.46 % - ตัวบ้านหรืออาคารชำรุดหลังอยู่อาศัย9.76% -ไม่ถูกแบบ7.64% |
|
อาคารชุด |
535 |
-สร้างไม่เสร็จตามกำหนด20.56% -กู้ไม่ผ่าน กู้ไม่ได้เต็มจำนวน ไม่ได้เงินดาวน์คืน8.22% -ชำรุดหลังอยู่อาศัย6.73% |
|
เช่า/เซ้งอสังหา |
142 |
|
|
ว่าจ้างสร้างบ้าน |
76 |
|
|
อื่นๆ |
100 |
|
|
รวม |
1,564 |
|







