
โอเชี่ยนฯคืนสังเวียน ปัดฝุ่นแลนด์แบงก์
ถือเป็นการกลับมารุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ในรอบ 5 ปี ของ “โอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้”
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ถือเป็นการกลับมารุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ในรอบ 5 ปี ของ “โอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้” บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือไทยสมุทรประกันชีวิต หลังจากได้มีการแต่งตั้งให้ ธีระชัย พิพิธศุภผล อดีตผู้บริหารจากค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท มารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา
แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นจะให้ความสำคัญใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ทำโรงแรมอัสสราวิลล่า แอนด์สวีท ซึ่งพัฒนามานาน 8 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงจะนำแบรนด์โมเว่นพีคเข้ามาบริหารบนพื้นที่ 22 ไร่ หัวหิน ซอย 5 จะเปลี่ยนแบรนด์เป็นโมเว่นพีค อัสสรา หัวหิน ในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีการซอฟต์ลอนช์ในเดือน ก.ย.นี้ 2.ธุรกิจยอชต์คลับ การให้บริการที่พัก ร้านอาหาร สปอร์ตคอมเพล็กซ์สำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการโอเชี่ยน มารีน่า ที่ อ.นาจอมเทียน พัทยา มีห้องพัก 51 ห้อง 3.ธุรกิจมารีน่าปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีช่องจอดเรืออยู่ 380 ที่จอด ปีนี้จะมีการขยายที่จอดเพิ่มอีก 60 ที่จอด
สาเหตุที่บริษัทต้องขยายช่องจอดเรือเนื่องจากรัฐบาลส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพสูง ซึ่งเรือยอชต์เป็นหนึ่งในนโยบายของภาครัฐ ทำให้มีการดึงดูดเรือจากต่างชาติได้เข้ามาในพัทยามากขึ้น ปัจจุบันที่จอดเรือของบริษัทมีเรือมาจอด 90% ถึงจุดที่จะต้องขยายแล้ว เพื่อรองรับจำนวนเรือที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า
4.ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า ได้แก่ อาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 1 และโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2 ปัจจุบันพื้นที่อาคารสำนักงานทั้งสองแห่งมีการเช่าเต็มและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทพัฒนาโครงการจำนวนค่อนข้างน้อย แต่จากนี้จะขยายการพัฒนาโครงการมากขึ้น ตลอดกว่า 20 ปีมีการพัฒนาโครงการโอเชี่ยน ซานมารีโน่ ซึ่งปิดการขายไปแล้ว และโอเชี่ยน พอร์โตชิโน ปัจจุบันมีเหลือขายกว่า 100 ยูนิต และคอนโดโอทูฮิป เพลินจิต ปัจจุบันปิดการขายไปแล้วเช่นกัน โดยแนวทางการพัฒนาจากนี้จะเลือกนำที่ดินเก่าของบริษัทและบริษัทในเครือที่มีศักยภาพนำมาพัฒนาก่อน
ปัจจุบันที่ดินในกลุ่มมีศักยภาพหลายแปลงที่อยู่ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ อย่างเช่น โครงการโอเชี่ยน เกท มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท บนถนนหมื่นหาญ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นถนนสายหลักในจังหวัด โดยพัฒนาบนที่ดินเนื้อที่ 24 ไร่ แบ่งเป็น ทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น จำนวน 176 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 145 ตารางเมตร บนที่ดินขนาด 17.5 ตารางวา และอาคารพาณิชย์ จำนวน 48 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 195 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 23.8 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประกอบการค้าได้ โดยตกแต่งให้เห็นถึงฟังก์ชั่นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เสมือนจริง ส่วนโครงการทาวน์เฮาส์พยายามจัดวางฟังก์ชั่นภายในห้องให้เหมือนกับการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยว
“เราเริ่มเปิดซอฟต์โอเพนนิ่งตั้งแต่เดือน ก.พ. อาคารพาณิชย์สามารถขายได้ 7 ยูนิต จากจำนวนยูนิตที่เปิดขาย 16 ยูนิต ส่วนทาวน์เฮาส์ลูกค้าสนใจค่อนข้างเยอะ จำนวนหลายสิบราย แต่จะขอจองในพื้นที่หัวมุมโครงการก่อน ซึ่งขายได้แล้ว 60 ยูนิต ตั้งเป้าว่าจะปิดการขายได้ภายใน 2 ปี หลังจากเปิดการขายมาได้ประมาณ 2 เดือน”
ทั้งนี้ ก่อนที่จะเปิดการขายโครงการที่สุพรรณบุรี บริษัทได้ทำการศึกษาตลาดในหลายจังหวัดไม่ว่าจะเป็น จ.สงขลา ชุมพร นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม และเพชรบุรี โดยดูจากดีมานด์อย่างภูเก็ตมีความต้องการแน่นอน ซึ่งรายใหญ่ได้ขยายการลงทุนจำนวนมาก ส่วน จ.สุพรรณบุรี ถือว่ามีความพร้อมอย่างมากกับการนำมาพัฒนา ขณะเดียวกันบริษัทก็ไม่ได้ปิดโอกาสที่จะซื้อที่ดินจากภายนอก โดยยังซื้ออยู่ในจังหวะที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาโครงการที่ 2 เป็นคอนโดมิเนียมที่ จ.ขอนแก่น บนถนนมิตรภาพเป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 223 ยูนิต ซึ่งมีแผนจะเปิดโครงการนี้ในช่วงต้นไตรมาส 3 ปีนี้
สำหรับโครงการที่ 3 และ 4 นั้นจะเปิดที่ภูเก็ต ที่ตั้งโครงการห่างจากจวนผู้ว่าราชการจังหวัด 500 เมตร เบื้องต้นจะเป็นโครงการทาวน์เฮาส์ 1 โครงการ บนที่ดินประมาณ 20 ไร่ ราคา 3-5 ล้านบาท/ยูนิต มีจำนวน 220 หลัง และบ้านเดี่ยว บ้านแฝด 1 โครงการ บนเนื้อที่ 22 ไร่ ราคา 4-6 ล้านบาท จำนวน 120 หลัง ตามแผนจะเปิดตัวโครงการในไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งจะจับกลุ่มเรียลดีมานด์หรือคนที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยในภูเก็ต ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ ยังมีแผนจะพัฒนาโครงการโอเชี่ยน ริเวอร์ พระราม 3 ตามแผนจะเปิดตัวระหว่างไตรมาส 4 ปีนี้ถึงไตรมาสแรกของปี 2561 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาแบบ เป็นที่ดินของบริษัทส่วนหนึ่งและอยู่ระหว่างเจรจาซื้อเพิ่มจากบริษัทในเครือ โดยจะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม 800 ยูนิต ซึ่งภายในช่วง 2 ปีนี้ บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่อย่างน้อย 5 โครงการ โดยหวังการเติบโตอย่างมั่นคง
ด้วยขุมพลังของแลนด์แบงก์ในกลุ่มบริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต ที่มีอยู่มากพอที่จะสร้างความคึกคักให้กับธุรกิจอสังหาฯ ของกลุ่มได้แน่นอน







