
กสิกรไทยเตือนเก็งกำไรใบจองคอนโดฯเสี่ยงทิ้งดาวน์พุ่ง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนเก็งกำไรใบจองคอนโดเพิ่ม สัญญาณเสี่ยงทิ้งดาวน์ แม้ฟองสบู่อสังหาฯ ไม่ถึงขีดอันตราย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนเก็งกำไรใบจองคอนโดเพิ่ม สัญญาณเสี่ยงทิ้งดาวน์ แม้ฟองสบู่อสังหาฯ ไม่ถึงขีดอันตราย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกรายงานเรื่อง “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ : แม้ว่าจะยังไม่เป็นฟองสบู่ ... แต่ยังคงมีประเด็นที่ต้องติดตาม” โดยเนื้อหาบางส่วนระบุว่า สัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังไม่ถึงระดับอันตรายเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 แต่มีปัจจัยบางประเด็นที่ยังคงต้องติดตาม ได้แก่ การเข้าเก็งกำไรในใบจองโครงการคอนโดมิเนียม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สำรวจตลาดเบื้องต้นพบว่า โครงการคอนโดมิเนียมในทำเลที่มีศักยภาพ และเป็นโครงการที่มีแบรนด์เป็นที่นิยม เริ่มมีสัญญาณการเข้ามาเก็งกำไรในใบจองมากขึ้น โดยมีสัดส่วนประมาณ 15-20% ของยอดขายโครงการ
ทั้งนี้มองว่า การเก็งกำไรใบจองจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งต้องชำระเงินค่าใบจองเป็นวงเงินที่สูงขึ้น นอกจากนี้อาจส่งผลต่อผู้ประกอบการโครงการในการทำตลาด เพื่อที่จะให้เข้าถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และหากการเก็งกำไรในลักษณะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของโครงการอาจมีเพิ่มขึ้นหากผู้ซื้อมีการทิ้งใบจองหรือทิ้งดาวน์ ซึ่งอาจเกิดปัญหาต่อโครงการในภายหลังได้ เนื่องจากตลาดคอนโดมิเนียมมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และมีการเปิดโครงการกันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันราคาที่ดินซึ่งเป็นต้นทุนของการพัฒนาที่อยู่อาศัย และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ ปัจจุบันราคาที่ดินในบางทำเลมีการเติบโตสูงขึ้นกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในทำเลที่เริ่มมีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า ในขณะที่ที่ดินทำเลที่อยู่ตามเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าตามแผนพัฒนาการลงทุนของรัฐบาลก็มีการขยับตัวขึ้นไปล่วงหน้าแล้ว ซึ่งราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นจะส่งผ่านมายังราคาที่อยู่อาศัยที่จะปรับเพิ่มขึ้นตามในอนาคต ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ในขณะที่อำนาจการซื้อของผู้บริโภคยังคงเปราะบาง และราคาที่ดินหรือราคาที่อยู่อาศัยในบางทำเลที่อาจจะสูงเกินกว่าราคาประเมิน ทำให้ผู้ซื้ออาจประสบปัญหาการขอวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ไม่ถึงตามวงเงินที่ต้องการในภายหลัง
กลยุทธ์การแข่งขันของผู้ประกอบการที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในภายหลัง การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของตน โดยกลยุทธ์หนึ่งที่ผู้ประกอบการนำมาใช้ คือ การผ่อนดาวน์ต่ำ ซึ่งผู้ซื้อที่อยู่อาศัยอาจจะไม่ได้คำนึงถึงขึ้นตอนที่จะต้องขอสินเชื่อจากธนาคาร ที่ปกติแล้วผู้ซื้อที่อยู่อาศัยอาจต้องผ่อนชำระกับสถาบันการเงินเป็นจำนวนวงเงินที่สูงกว่าการผ่อนดาวน์ ซึ่งบางกรณีผู้ซื้อที่อยู่อาศัยบางรายอาจต้องประสบกับปัญหาความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ โดยเฉพาะภาวะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาขึ้น นอกจากนี้กลยุทธ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เกิดการเข้ามาเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ภาวะอุปทานคงค้างที่อยู่อาศัยเหลือขายในตลาดช่วงกลางปี 2553 ยังมีจำนวนที่สูง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ประมาณ 80,000 – 89,000 หน่วย ในปี 2553 โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมที่ผู้ประกอบการยังคงเปิดตัวกันอย่างคึกคัก รวมถึงผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาทำตลาดคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น







