posttoday
มรสุมยังรุมอสังหาฯ กู้ไม่ผ่าน-ต้นทุนที่ดินพุ่ง

มรสุมยังรุมอสังหาฯ กู้ไม่ผ่าน-ต้นทุนที่ดินพุ่ง

13 มิถุนายน 2559

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเวทีสัมมนา “ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล” โดยจากการสำรวจข้อมูล พบว่า โครงการที่อยู่อาศัยที่มีเหลือขายในตลาดทั้งหมด 138,400 หน่วย

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเวทีสัมมนา “ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล” โดยจากการสำรวจข้อมูล พบว่า โครงการที่อยู่อาศัยที่มีเหลือขายในตลาดทั้งหมด 138,400 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด 527,950 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านจัดสรรเหลือขาย 78,500 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวม 345,500 ล้านบาท และอาคารชุด 59,900 หน่วย คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 182,450 ล้านบาท

ในจำนวนบ้านจัดสรรส่วนใหญ่เป็นทาวน์เฮาส์ 47% บ้านเดี่ยว 38% บ้านแฝด 10% และที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า โดยหากแยกเป็นระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท 17% ราคา 2.01-3 ล้านบาท 25% ราคา 3.01-5 ล้านบาท 34% และราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท 24% ซึ่งจากการสำรวจสัดส่วนกว่า 64% สร้างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง 18% และยังไม่ได้เริ่มสร้าง 18%

พื้นที่ซึ่งมีหน่วยบ้านจัดสรรในผังโครงการมากที่สุด ได้แก่ อ.ลำลูกกา อ.บางพลี อ.บางบัวทอง เขตคลองสามวา และ อ.เมืองสมุทรสาคร ส่วนพื้นที่ซึ่งมีหน่วยบ้านจัดสรรเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อ.บางบัวทอง อ.บางพลี อ.ลำลูกกา อ.บางใหญ่ และ อ.เมืองสมุทรสาคร

ขณะที่โครงการอาคารชุด ส่วนใหญ่เป็นอาคารชุดขนาดความสูงไม่เกิน 8 ชั้น มากถึง 2,305 อาคาร และขนาดความสูง 30 ชั้นขึ้นไป 564 อาคาร ส่วนขนาดห้องชุดส่วนใหญ่ ไม่เกิน 25 ตารางเมตร (ตร.ม.) 31% ขนาดห้อง 26-30 ตร.ม. 38% ขนาดพื้นที่มากกว่า 60 ตร.ม. 5% โดยหากแยกระดับราคา พบว่า ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท 43% ราคา 2.01-3 ล้านบาท 28% ราคา 3.01-5 ล้านบาท 16% และที่เหลืออยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท โดยโครงการอาคารชุดส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 53% สร้างเสร็จแล้ว 37% และยังไม่ได้เริ่มสร้าง 10%

จากสถานการณ์ดังกล่าวแม้ว่าภาพรวมซัพพลายที่เหลือขายในตลาดจะยังไม่น่าห่วง มีจำนวนที่ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากนัก แต่การที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวมาก และกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยยังชะลอตัว ประกอบกับปัญหาลูกค้าโดนปฏิเสธสินเชื่อยังมีตัวเลขที่ค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับตัว

โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า แอล.พี.เอ็น.ฯ ปรับตัวต่อเนื่อง ด้วยเพราะคอนโดมิเนียมกลุ่มต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินค้าหลักของ แอล.พี.เอ็น.ฯ มีซัพพลายในตลาดจำนวนมาก จึงเป็นปัจจัยที่กระทบกับยอดขายอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยหากเทียบกับภาวะตลาดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คอนโดมิเนียมต่ำกว่า 2 ล้านบาทขายดีมาก ทุกโครงการที่เปิดตัวมียอดขายไม่ต่ำกว่า 50% หรือบางโครงการสามารถปิดการขายได้ 100% แต่มาปีนี้เหนื่อยมาก เทียบกับลักษณะโครงการที่ใกล้เคียงกันและเคยขายได้ 100% ก็ขายได้เพียง 30-40%

นอกจากนี้ ฐานลูกค้าของคอนโดมิเนียมกลุ่มต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นลูกค้าหลักของ แอล.พี.เอ็น.ฯ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ เนื่องจากในระหว่างผ่อนดาวน์และตึกใกล้แล้วเสร็จ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยตัดสินใจไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเตรียมเข้าคอนโดมิเนียมก่อน แต่เป็นการซื้อแบบผ่อนกับบัตรเครดิตหรือวงเงินสินเชื่อต่างๆ ทำให้เมื่อต้องกู้ซื้อสินเชื่อจริง ทำให้กู้ไม่ผ่าน หรือได้วงเงินไม่ครบ และไม่มีเงินสดส่วนต่างมารับโอน ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่อง ซึ่ง แอล.พี.เอ็น.ฯ ต้องให้ข้อมูลลูกค้า ดูแลลูกค้าที่ยังอยู่ระหว่างผ่อนให้ทำประวัติทางการเงินให้ดี

ด้านการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ต้นทุนที่ดินที่สูงขึ้นมาก กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการ เพราะกำลังซื้อของคนไม่ได้ขึ้นเร็วเท่าต้นทุนต่างๆ สะท้อนได้จาก ต้นทุนที่ดินย่านพระราม 9 ในช่วงที่ แอล.พี.เอ็น.ฯ ทำโครงการแรกๆ ย่านนั้นเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ต้นทุนที่ดินอยู่ที่ราว 1.5 แสนบาท/ตารางวา (ตร.ว.) ทำคอนโดมิเนียมขายในราคา 5-6 หมื่นบาท/ตร.ม. แต่ปัจจุบันต้นทุนที่ดินย่านพระราม 9 พุ่งไปถึง 5 แสนบาท/ตร.ว. ซึ่งไม่สามารถทำคอนโดมิเนียมระดับกลางๆ ได้เลย รวมถึงหากจะหาที่ดินต้นทุนไม่เกิน 1.5 แสนบาท/ตร.ว. เพื่อพัฒนาโครงการระดับราคาประมาณนี้ ก็จะอยู่ในทำเลที่ไกลมาก จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับกลาง

ในส่วนของรูปแบบการลงทุน ก็ต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยก่อนหน้านี้ แอล.พี.เอ็น.ฯ จะพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดอีโคโนมี ออฟ สเกล จึงจะเน้นโครงการขนาดใหญ่ มีจำนวนยูนิตมาก มูลค่าสูงถึง 5,000-6,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันการทำโครงการขนาดใหญ่ แม้จะคุ้มในเชิงต้นทุนพัฒนา แต่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะการขายช้าลง ทำให้ต้องปรับตัวหันมาทำโครงการขนาดกลาง มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น

พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ใช้เวลาประมาณ 6 ปีในการค่อยๆ เติบโต จนปัจจุบันพร้อมที่จะขยายตัวแบบก้าวกระโดดด้วยการจดทะเบียนเข้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ โมเดลที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ ต้องทำสิ่งที่รายใหญ่ไม่ทำ หาทำเลใหม่ๆ ที่มีความต้องการ ต้นทุนที่ดินยังไม่สูง โฟกัสในทำเลนั้นๆ ให้แข็งแรงก่อนค่อยขยายไปสู่ทำเลใหม่ๆ ซึ่งการที่เน้นเฉพาะทำเล จะทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้าย่านนั้นได้ดี รวมถึงเข้าใจลักษณะทำเลได้ชัดเจน เพราะไม่ใช่ทุกสถานีรถไฟฟ้า หรือทุกจุดของทำเลนั้นๆ จะขายได้ดี

วันนี้ผู้ประกอบการทุกสเกลการลงทุน ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ต้องปรับตัวให้เร็ว โดยเฉพาะรายเล็ก หากทำสินค้าชนกับรายใหญ่โดยไม่มีจุดเด่น มีโอกาสเจ็บตัวสูงมาก

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69