
เสนอแก้กฎกระทรวงยกอาคารต้องให้วิศวกรคุม
วสท.ระบุโบสถ์วัดต้นเชือก จ.นนทบุรี ทรุดเกิดจากแม่แรงแตก เล็งเสนอแก้กฎกระทรวงเพิ่มการยกอาคารให้เป็นงานวิศวกรรมควบคุม
วสท.ระบุโบสถ์วัดต้นเชือก จ.นนทบุรี ทรุดเกิดจากแม่แรงแตก เล็งเสนอแก้กฎกระทรวงเพิ่มการยกอาคารให้เป็นงานวิศวกรรมควบคุม
นายสิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) เปิดเผยว่า วสท. ได้ลงพื้นที่สำรวจวัดต้นเชือก ต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังเกิดเหตุอุโบสถถล่มระหว่างที่ยกอาคาร ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จากการสำรวจพบว่า อุโบสถก่อสร้างมานานกว่า 60 ปี ลักษณะโครงสร้างมีเสา คาน โครงสร้างปูน ไม้แบบทั่วไปและที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่บริเวณนี้มีน้ำท่วมสูง จึงต้องยกอาคารให้มีความสูงเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 4 เมตร
จากการประเมินว่าสาเหตุพบว่า ขณะที่ทำการยกอาคารโดยใช้แม่แรงขึ้นไปที่ความสูงประมาณ 3 เมตร มีแม่แรงตัวหนึ่งทานน้ำหนักไม่ไหว ซึ่งอาจเกิดจากการคำนวณรับน้ำหนักที่ผิดพลาด หรืออาจมีความบกพร่องเกิดขึ้นทำให้แม่แรงแตกรับน้ำหนักไม่ไหว อาคารจึงถล่มลงมา สังเกตได้จากรอยแนวแตกเฉียงของคอนกรีตที่ปรากฎขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการรือถอนอาคารอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะมีก่อสร้างอุโบสถใหม่ ซึ่งอาจจะมีถมดินเพิ่มเพื่อให้อาคารที่จะก่อสร้างใหม่อยู่สูงกว่าระดับน้ำท่วม
นายเอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย(วสท.) กล่าวว่างานยกอาคาร ไม่ได้เป็นงานวิศวกรรมควบคุม ดังนั้นเมื่อจะมีการยกอาคารใดใดก็ไม่ต้องมีการขออนุญาต ทำให้ไม่มีวิศวกรเข้าไปควบคุมงาน ซึ่งที่ผ่านมาการยกอาคารช่างทั่วๆ ไปก็สามารถทำได้ แต่หลังจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำรอย ทาง วสท. อยู่ระหว่างการเสนอให้มีการแก้ไขกฎกระทรวง ปี 2550 โดยจะให้มีการระบุ งานยกอาคาร โดยเฉพาะอาคารที่มีความสำคัญ มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เป็นงานวิศวกรรมควบคุม จากเดิมที่มีการระบุงานวิศวกรรมควบคุมอยู่แล้ว 21 ประเภท อาทิ อาคารทั่วไป(สูงมากกว่า 3 ชั้น) อาคารสาธารณะ อาคารโรงงานอุตสาหกรรม งานนั่งร้าน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการระบุเป็นงานวิศวกรรมควบคุม ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานจะเพิ่มมากขึ้น จึงจะมีการกำหนดอาคารบางประเภทเท่านั้น เพื่อไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ กฎกระทรวงตามกฎหมายควบคุมอาคาร พ.ศ.2550 ได้กำหนดให้ โบราณสถาน วัดวาอาราม หรืออาคารต่างๆ ที่ใช้เพื่อการศาสนา ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการก่อสร้างไว้แล้วโดยเฉพาะ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องส่งแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบ ที่ถูกต้องตามกฎกระทรวง ให้ เจ้าพนักงานท้องถิ่น ก่อนก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้าย ดังนั้นแค่แจ้งก็สามารถทำให้งานก่อสร้างหรือยกอาคาร ได้ ทำให้ไม่มีวิศวกรควบคุมงาน มีโอกาสที่การยกอาคารจะเกิดเหตุอาคารถล่มซ้ำได้ ทางวสท. จึงจะมีการเสนอให้แก้กฎกระทรวง ปี 2550 ให้งานยกและเคลื่อนย้ายอาคารเป็นงานวิศวกรรมควบคุมอีกประภทหนึ่งอย่างขัดเจนจากเดิมที่ไม่ได้มีการระบุไว้ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ภายใต้คณะอนุกรรมการแก้ไขกฎกระทรวง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 1 ปี
ด้านนายธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาเลขาธิการ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) กล่าวว่า ชนิดของการยกอาคาร แบ่งเป็น การดีดอาคารหรือดีดบ้าน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมีการทำมานานแล้ว โดยตัดเสาและยืดเสาชั้นล่างให้สูงขึ้น และใช้รอกสาวยกตัวบ้านดึงขึ้นมาเป็นส่วน ๆ แต่สมัยก่อนเป็นบ้านไม้ไม่อันตราย หรืออาคารขนาดเล็กทำได้ ส่วนการยกอาคารที่ใช้หลักวิศวกรรม คือ การยกอาคารด้วยแม่แรงไฮดรอรลิกมขุดลงไปในดินแล้วไปตัดตอม้อ ความสูงอาคารแต่ละชั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง
"ขั้นตอนที่ควรระวังในการยกอาคาร คือขณะยกอาคาร ต้องยกให้พร้อมกันทั้งหลัง เพราะหากยกไม่พร้อมกันจะเกิดการดึงรั้ง อาจจะเกิดเหตุโซ่ขาด อาคารเอียง จนเกิดการทรุดและอาคารถล่มได้ และเมื่อยกอาคารได้ระดับที่ต้องการแล้วจะต้องมีการสอดค้ำยัน ต้องตรวจสอบค้ำยันว่ามีความแข็งแรงเพียงพอ"นายธเนศกล่าว
นอกจากนี้ วสท. จะมีการจัดอบรมเรื่องการยกอาคารให้กับช่างชาวบ้านที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เพื่อให้ความรู้การยกอาคารที่ถูกต้อง ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายตามมา







