
"นายณ์ เอสเตท" ฉีกแนว ลุยบ้านหรูกลางสุขุมวิท
ต้องจับตาดูว่าทิศทางของนายณ์ว่ามาถูกทางหรือไม่ ในการเลือกพัฒนาโครงการบ้านแนวราบราคาแพง
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
อสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันถือว่ามีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง จึงทำให้บรรดาผู้ประกอบการต่างต้องเร่งปรับตัว เพื่อหากลุ่มลูกค้าเฉพาะในตลาดระดับบนที่ยังมีกำลังซื้อ โดยต้องพัฒนาสินค้าให้แตกต่างไม่ใช่แค่การพัฒนาคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ในเมือง แต่เป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่อยู่ในซอยสุขุมวิทตอนต้น
อรฤดี ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นายณ์ เอสเตท ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มนารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า หลังจากนารายณ์ฯ ได้พัฒนาโครงการพาร์คพรีว่า ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรูระดับราคา 35-60 ล้านบาท มูลค่า 2,500 ล้านบาท ในย่านพระราม 9 ไปก่อนหน้านี้จึงมีแนวคิดว่าควรจะก่อตั้งบริษัทใหม่เพื่อเจาะตลาดระดับลักซ์ชัวรี่โดยเฉพาะ จึงก่อตั้งบริษัท นายณ์ เอสเตท เมื่อเดือน ต.ค. 2557 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,300 ล้านบาท โดยกลุ่มนารายณ์ฯ ถือหุ้น 97% อีก 3% เป็นนักลงทุนรายย่อย
ทั้งนี้ บริษัท นายณ์ มีแผนพัฒนาโครงการในครึ่งปีหลัง โดยจะเปิดโครงการใหม่ 7 โครงการมูลค่า 8,000 ล้านบาท ประเดิมด้วย 3 โครงการแรก ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท คูน แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส ที่ทางกลุ่มถือหุ้น 51% พัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ควอเตอร์ สำหรับตลาดบ้านแนวราบบนที่ดินขนาดเล็กในใจกลางเมือง โดยทำเลแรก คือ ซอยสุขุมวิท 39 ในชื่อโครงการควอเตอร์ 39 เป็นทาวน์โฮม จำนวน 15 ยูนิต บนพื้นที่ 2 ไร่เศษ ราคาเริ่มต้น 38.6 ล้านบาท ถึงเกือบ 60 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 680 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 7 ยูนิต มูลค่าขายกว่า 300 ล้านบาท
จากแนวโน้มการขายดังกล่าวที่ไปได้ดี จึงทำให้บริษัทมั่นใจว่ากำลังซื้อระดับลักซ์ชัวรี่ยังมีแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชลอตัว จึงเดินหน้าเปิดขายเพิ่มอีก 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการควอเตอร์ 31 ตั้งอยู่ บนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ซอยสุขุมวิท 31 พัฒนาเป็นทาวน์โฮมสูง 3.5 ชั้น จำนวน 4 และ 5 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 425 ตารางเมตร จำนวน 20 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 44.3 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 960 ล้านบาท และโครงการควอเตอร์ ทองหล่อ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น จำนวน 8 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 450 ตารางเมตร ที่ดินขนาด 99 ตารางวาขึ้นไป ราคาเริ่มต้น 58.8 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท
อรฤดี กล่าวต่อว่า จากการเปิดขายบ้านหรูกลางเมืองในแบรนด์ควอเตอร์ คอลเลกชั่น 3 โครงการมูลค่ารวม 2,240 ล้านบาท บริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ราว 1,350 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากมั่นใจกำลังซื้อในกลุ่มตลาดระดับบนที่มองหาบ้านแนวราบย่านใจกลางสุขุมวิท ซึ่งไม่มีการเปิดตัวมานานแล้ว ท่ามกลางการผุดตัวเป็นดอกเห็ดของคอนโดมิเนียม โครงการในรูปแบบนี้สามารถทำกำไรได้และส่งต่อเป็นมรดกให้กับลูกหลาน
นอกจากโครงการระดับหรูในกรุงเทพฯ ทางกลุ่มนารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้ ได้ซุ่มเปิดตัวโครงการหรูรูปแบบคอนโดมิเนียมและวิลล่า ภายใต้โครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท มอนท์อาซู บนพื้นที่ 450 ไร่ บริเวณหาดกมลา จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับอาร์ค แคปปิตอล เป็นนักลงทุนจากฮ่องกงและฟิเลียน แคปปิตอลกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ โดยเปิดตัวเฟสแรกเป็นคอนโดมิเนียม 75 ยูนิต ขนาด 70-400 ตารางเมตร ระดับราคา 8 -93 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท นายณ์ เอสเตท ตั้งเป้าว่าภายในครึ่งปีหลังจะเปิด 3-4 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 5,000 ล้านบาท
ด้าน ฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสวรรณ กรรมการบริหาร บริษัท คูน แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า นอกจากการพัฒนา 3 โครงการข้างต้นแล้ว บริษัทยังอยู่หาซื้อที่ดินในย่านใจกลางเมืองเพิ่ม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา 2-3 แปลง หากหาซื้อที่ดินได้บริษัทก็พร้อมที่จะลงทุนเพิ่ม เนื่องจากมองว่ากำลังซื้อระดับลักซ์ชัวรี่ยังมีอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ อลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี ในฐานะตัวแทนจำหน่ายโครงการ กล่าวว่า ตลาดระดับไฮเอนด์นั้นไม่ได้รับกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งกลุ่มลูกค้านี้มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง มีงบประมาณในการซื้อบ้านแต่ตลาดยังไม่มีสินค้าที่เข้ามาตอบโจทย์ อาทิ ย่านสุขุมวิทตอนต้น พบว่าอุปทานบ้านเดี่ยวไม่มีโครงการเปิดตัวเลย ความต้องการกลุ่มนี้หากจะมองหาบ้านเดี่ยวหลังใหม่จะต้องไปซื้อที่ดินมาปลูกเอง ซึ่งปัจจุบันทีี่ดินย่านนี้ราคาพุ่งไปถึงตารางวาละ 3-4 แสนบาท และเป็นที่ดินในซอย
ขณะที่ริมถนนใหญ่แนวรถไฟฟ้าราคาที่ดินวันนี้พุ่งสูงขึ้นมากจนทำให้ต้นทุนที่ดินไม่สามารถนำไปพัฒนาคอนโดในราคาที่จับต้องได้ ล่าสุดราคาจะทะยานไปถึง 1.9 ล้านบาท/ตารางวา ซึ่งเป็นแปลงที่ดินที่บริษัท เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น ซื้อมาเพื่อพัฒนาคอนโด เชื่อว่าอีกไม่นานราคาจะเกิน 2 ล้านบาท/ตารางวา
คงจะต้องจับตาดูว่าทิศทางของนายณ์ว่ามาถูกทางหรือไม่ ในการเลือกพัฒนาโครงการบ้านแนวราบราคาแพงจำนวนยูนิตไม่เยอะ บนที่ดินสามารถพัฒนาคอนโดมิเนียมที่มีมูลค่าสูงกว่าและกำไรสูงกว่าได้ ซึ่งกระแสตอบรับจะเป็นตัวบ่งบอก







