
ภรณ มีด กับบ้านอุ่นอารมณ์ศิลป์
บ้านหลังเล็กๆ ที่มีพื้นที่อยู่ไม่มาก ภรณ มีด อาจารย์สอนศิลปะอารมณ์ดีใช้เวลาเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเนรมิตบ้าน
โดย...โยธิน อยู่จงดี
บ้านหลังเล็กๆ ที่มีพื้นที่อยู่ไม่มาก ภรณ มีด อาจารย์สอนศิลปะอารมณ์ดีใช้เวลาเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเนรมิตบ้านในสไตล์ของตัวเองออกมาชนิดที่ใครเห็นก็ต้องชอบไม่ว่าจะเป็นวิวจิบกาแฟยามเช้าริมระเบียง มุมอ่านหนังสือใต้โคมไฟยักษ์ หรือจะเป็นมุมห้องนั่งเล่นที่โอบล้อมไปด้วยงานศิลปะ ก็ล้วนลงตัวราวเป็นบ้านที่ออกแบบโดยมัณฑนากรมืออาชีพ
“แต่ไหนแต่ไรมาผมมีความฝันเกี่ยวกับการแต่งบ้านของตัวเองไว้นานแล้วว่าจะให้บ้านออกมาเป็นอย่างไร ถึงขนาดที่ว่ายอมเก็บเงินซื้อวอลเปเปอร์ลายสวยมาเก็บไว้ด้วยหวังว่า วันหนึ่งจะได้เอามาแต่งในห้องนอนของตัวเอง จนถึงวันนี้ผ่านไป 10 ปี วอลเปเปอร์ชิ้นนั้นถึงได้เอาออกมาใช้
ผมเป็นคนที่ชอบบ้านที่แลดูสว่างโล่งสบายตา มีระเบียงให้นั่งดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ และมุมสำหรับทำงานศิลปะที่ตัวเองรัก”
ภรณ เป็นหนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษ เพิ่งก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะ ภรณ สคูล ออฟ อาร์ต (PARON School of Art) ด้วยความหวังที่จะทำหลักสูตรการเรียนศิลปะจากต่างประเทศ เข้ามาเปิดมุมศิลปะใหม่ๆ ให้กับเด็กไทย แต่ที่เขาคาดหวังมากที่สุด ก็คือการใช้ศิลปะช่วยให้เด็กๆ ได้ค้นพบตัวเอง เขาจึงมีความเป็นครูและศิลปินอย่างเต็มตัว
เราจึงไม่แปลกใจนักว่า ในบ้านของภรณจะเต็มไปด้วยงานศิลปะ โดยเฉพาะผลงานของคุณพ่อของเขาเอง นอกจากงานศิลปะแล้วยังมีของตกแต่งบ้านซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองอยู่หลายชิ้น ซึ่งเจ้าของบ้านเล่าว่า เขาเป็นคนที่ชอบเดินทางไปทั่วโลก และทุกครั้งที่ไปก็จะไปดูสินค้าท้องถิ่น เพราะอยากจะไปดูงานศิลปะที่สะท้อนวัฒนธรรม สะท้อนความคิดของคนแต่ละประเทศ และเลือกซื้อกลับมาเป็นของตกแต่งบ้านที่ระลึก หรือในเมืองไทยก็จะเดินหาตามงานแสดงสินค้าของดีประจำจังหวัด ซึ่งก็มีหลายชิ้นที่เขารู้สึกประทับใจมากเป็นพิเศษ
ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า แล้วเขาใช้แนวทางอะไรในการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดตกแต่งห้องของเขา ภรณใช้เวลาเรียบเรียงความคิดเพียงเล็กน้อยก่อนจะตอบกับเราว่า
“ในการแต่งบ้านผมจะมีภาพคร่าวๆ ว่า ตัวเองต้องการให้บ้านเป็นแบบไหน ในปีแรกผมจะใช้วิธีซื้อของที่คิดว่าใช่เข้ามาก่อน วางเอาไว้และอยู่กับมันไปสักพัก พอถึงเวลาหนึ่งเราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ของชิ้นนั้นเข้ากับห้องของเราไหม จากที่คิดว่าใช่ก็อาจจะไม่ใช่ เวลาและการใช้ชีวิตของเราจะเป็นตัวบอกเองว่าอะไรที่เหมาะสม เหมาะกับไลฟ์สไตล์จริงๆ ของเราก็ต้องเปลี่ยนออกไป แล้วพอถึงจุดหนึ่งบ้านก็จะเริ่มลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของเราเอง
“บ้านเป็นเหมือนสิ่งสะท้อนตัวเราลักษณะของครอบครัวเรา และป้องปกเราให้รู้สึกปลอดภัย ทุกครั้งที่เราเจอปัญหานอกบ้านเมื่อเรากลับบ้านมาเราจะรู้สึกปลอดภัย มุมหนึ่งที่ผมชอบที่สุดจะเป็นมุมอ่านหนังสือ โซฟาผมเลือกเป็นรูปทรงไข่เวลานั่งแล้วจะรู้สึกอบอุ่น เหมือนถูกโอบกอดเอาไว้ และก็มีโคมไฟยักษ์ส่องสว่างเวลาอ่านหนังสือ หรืออย่างในห้องนอนผมใช้สีเลือดหมู เพราะจะทำให้ห้องนั้นดูเล็กลงกว่าความเป็นจริง แต่แฝงด้วยความรู้สึกแน่นกระชับอบอุ่น ผมจึงรู้สึกปลอดภัยและเป็นตัวของตัวเองที่สุดเวลาอยู่บ้าน”







