
ขุมทรัพย์รับสร้างบ้าน ภูมิภาคความต้องการยังมหาศาล
ตลาดภูมิภาคยังมีความต้องการอยู่มหาศาล และยังสามารถเติบโตไปได้อีกในระยะยาว
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ธุรกิจรับสร้างบ้านเวลานี้คงไม่ต่างกับตลาดที่อยู่อาศัยประเภทอื่นที่อยู่ในภาวะชะลอตัวอันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดังที่คาดหวัง แต่ท่ามกลางภาวะชะลอตัวของตลาดโดยรวมก็ยังมองเห็นโอกาสที่แอบแฝงอยู่ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจรับสร้างบ้านต้องทำการบ้าน ปรับกลยุทธ์ เพื่อปลุกกำลังซื้อที่ยังพอมีอยู่ให้เร่งตัดสินใจ
สิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน ประเมินว่า ในไตรมาสแรกตลาดรับสร้างบ้านเติบโตอยู่ที่ 2-3% และเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 เมื่อมียอดการสั่งสร้างบ้านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การเมืองหลังประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกทำให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมา ประกอบกับการเร่งเบิกจ่ายโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐทำให้เงินเริ่มเข้าสู่ระบบ ประกอบกับการกระตุ้นตลาดของผู้ประกอบการที่ช่วยให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
“ในไตรมาส 2 ตลาดน่าจะเติบโตได้ 7-8% ก็ถือว่าน่าพอใจ ทำให้ตลาดรับสร้างบ้านในครึ่งปีแรกน่าจะมีการเติบโตที่ 5-6% ส่วนในครึ่งปีหลังคงต้องรอประเมินสถานการณ์กันอีกครั้ง แม้แนวโน้มน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก แต่ก็ยังมีปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบกับตลาดได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจต่างประเทศและในประเทศ จึงยังไม่สามารถประเมินภาพในระยะยาวได้” สิทธิพร กล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่จะขยายตลาดในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัวอยู่ ผู้ประกอบการคงต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งในแง่ของการสื่อสารสร้างการรับรู้ถึงผู้บริโภค การกระตุ้นการตัดสินใจซื้อด้วยโปรโมชั่นต่างๆ และการหาตลาดใหม่เข้ามาเสริม
นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน มองว่า ปัจจุบันการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจรับสร้างบ้านมีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งราคาที่ปัจจุบันลดกันสูงถึง 20-25% ส่วนหนึ่งมาจากส่วนลดวัสดุก่อสร้างที่ได้เพิ่มขึ้น 5-10% จากราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการคุมต้นทุนของผู้ประกอบการเอง เพื่อช่วยในการกระตุ้นตลาด
นอกจากนี้ ยังมีตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคที่ยังมีความต้องการสร้างบ้านซ่อนอยู่มหาศาลในเขตอำเภอต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะสร้างบ้านกับผู้รับเหมารายย่อย แต่ผู้รับเหมาดีๆ ก็มีคิวงานยาว จึงเป็นโอกาสที่บริษัทรับสร้างบ้านจะเข้าไปสอดแทรกตลาด โดยการสื่อสารการตลาด สร้างการรับรู้ให้เข้าไปถึงกลุ่มลูกค้าในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ผ่านสื่อออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้างที่สามารถตอบสนองกับลูกค้ากลุ่มนี้ที่ส่วนใหญ่มีความต้องการสร้างบ้านในระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ไปจนถึง 2 ล้านบาท โดยการใช้ระบบสำเร็จรูป บ้านโครงสร้างเหล็กเข้ามาช่วยลดต้นทุนให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่มีอยู่ก็จะสามารถขยายตลาดเพิ่มขึ้นได้
“กลุ่มสร้างบ้านที่ใช้บริการผู้รับเหมารายย่อย หรือสร้างเอง มีความต้องการปีละ 6 หมื่นหลัง ขณะที่กลุ่มที่สร้างบ้านผ่านบริษัทรับสร้างบ้านมีประมาณปีละ 4,000-5,000 หลัง ถ้าสามารถแชร์ตลาดในส่วนนี้ได้ ตลาดรับสร้างบ้านก็จะยังสามารถขยายได้อีกมาก”สิทธิพร กล่าว
สำหรับสถานการณ์ตลาดรับสร้างบ้านในภูมิภาค ปัจจุบันตลาดภาคกลางฝั่งตะวันตกถือว่าเป็นตลาดที่เติบโตสูงมาก โดยมีการเติบโตสูงถึง 35% ซึ่งเป็นผลจากโครงการทวาย และผลจากน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ทำให้คน กทม.มาหาที่ดินสร้างบ้านในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น รองลงมาเป็นตลาดภาคอีสานที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เช่นเดียวกับภาคเหนือ แต่ที่ตกลงไปคือ ภาคใต้ เนื่่องจากราคายางตกต่ำ
แม้ว่าบางพื้นที่ในภูมิภาคตลาดจะหดตัวไปตามสภาพเศรษฐกิจในท้องถิ่น แต่โดยภาพรวมแล้วยังถือว่า ตลาดภูมิภาคยังมีความต้องการอยู่มหาศาล และยังสามารถเติบโตไปได้อีกในระยะยาว







