
ซีพี.แลนด์เด้งรับอสังหาฯฟื้น
ซี.พี.แลนด์ ทุ่มกว่า 3,000 ล้าน เทกโอเวอร์อาคารสำนักงาน ลุยบ้านเดี่ยว-คอนโด พร้อมปรับปรุงอาคาร ซี.พี.
ซี.พี.แลนด์ ทุ่มกว่า 3,000 ล้าน เทกโอเวอร์อาคารสำนักงาน ลุยบ้านเดี่ยว-คอนโด พร้อมปรับปรุงอาคาร ซี.พี.
นายสมเกียรติ เรือนทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.แลนด์ เปิดเผยว่า ในปีนี้มีแผนจะใช้เงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 1,000 ล้านบาท สำหรับซื้ออาคารสำนักงาน 1 แห่งในย่านใจกลางธุรกิจมาพัฒนาต่อ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาในทำเลสีลม สาทร สุรวงศ์ รัชดาภิเษก และพหลโยธิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 3-4 ปีนี้
พร้อมกันนี้จะนำเอาโครงการย่านมีนบุรี ชื่อเดิมโครงการโคซี่ พาร์ค ที่บริษัทเคยพัฒนาเมื่อก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ และหยุดแผนพัฒนาไปเมื่อปี 2543 นำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยจะพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวจำนวน 298 ยูนิต ขนาด 50-70 ตารางวา ราคา 2.53 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท ซึ่งเฟสแรกจะเริ่มไตรมาส 4 ของปีนี้
นอกจากนี้ จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาที่ดินในตอนเหนือของกรุงเทพฯ 1 แปลง ทั้งแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีแดง และสายสีเขียว ห่างจากแนวประมาณ 500 เมตร โดยที่ดินบริเวณสายสีม่วงมีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 2 อาคาร มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท
นายสมเกียรติ กล่าวว่า บริษัทได้รวมบริษัทย่อยที่พัฒนาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดมารวมอยู่ในบริษัท ซี.พี.แลนด์ ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2531 มีทรัพย์สินรวมไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยมีที่ดินเปล่าอยู่ในมือกว่า 4,000 ไร่ทั่วประเทศ พร้อมกับเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าดำเนินการได้ในเดือน ธ.ค.ปีนี้ โดยมีบริษัท เอเซีย พลัส เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน
ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงไอทีมอลล์ ฟอร์จูน เพื่อให้ทันสมัยขึ้น โดยใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท รวมทั้งเตรียมปรับปรุงอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะใช้งบปรับปรุงไม่เกิน 500 ล้านบาท นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างปรับปรุงอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ 3 ที่จะได้แบ่งให้เป็นพื้นที่เช่าขนาดเล็กเพื่อรับลูกค้ารายย่อย โดยอาคารดังกล่าวมีพื้นที่เช่า 1.5 หมื่นตารางเมตร ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้วสัดส่วน 40%
ปัจจุบันรายได้ของบริษัทมาจากการเช่า 90% อีก 10% มาจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย แต่คาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะเปลี่ยนเป็นรายได้จากการเช่าจะอยู่ที่ 60% ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เพื่อขายจะอยู่ที่ 40% โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ 1,500 ล้านบาท ส่วนในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 2,000 ล้านบาท







