
ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์ค้านยกเลิกใช้ใยหิน
ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์ ยื่นจดหมายถึง คสช. ขอความเป็นธรรม เผยตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ 5 ล้านล้านบาท หากยกเลิกใยหินไครโซไทล์
ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์ ยื่นจดหมายถึง คสช. ขอความเป็นธรรม เผยตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ 5 ล้านล้านบาท หากยกเลิกใยหินไครโซไทล์
นายเมธี อุทโยภาส ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวที่จะให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ในอุตสาหกรรมไทย ที่มีการกล่าวอ้างและโจมตีถึงความเป็นอันตรายของการใช้แร่ใยหินชนิดไครโซไทล์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการใดที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าแร่ใยหินไครโซไทล์ที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในไทยเป็นสาเหตุทำให้เกิดผู้ป่วยหรือมีผู้ที่เสียชีวิตจากใยหินชนิดดังกล่าว จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล หากมีการยกเลิกการใช้
“ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์ เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อศึกษาถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับแร่ดังกล่าว ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกไปยังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อต้องการให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ และอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาหากมีการเร่งรัดดำเนินการใดๆ ด้วยการรวบรัดออกกฎหมายโดยปราศจากซึ่งการศึกษาอย่างแท้จริงและครบถ้วน” นายเมธี กล่าว
สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแร่ใยหินไครโซไทล์นั้น ใยหินแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน ปัจจุบันในประเทศไทยมีเพียงใยหินไครโซไทล์เท่านั้นที่ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ในด้านความแข็งแรง คงทน และราคาย่อมเยาแก่ผู้บริโภค ดังนั้นการกล่าวถึง ใยหิน โดยไม่จำแนกและระบุให้ชัดเจนว่าเป็นใยหินชนิดใด อาจทำให้ผู้รับข้อมูลเกิดความเข้าใจผิดได้ ทั้งนี้เพราะใยหินแต่ละชนิดมีโครงสร้างทางเคมี คุณสมบัติและความอันตรายที่แตกต่างกัน หากมีมาตรการและวิธีการใช้งานที่เหมาะสม ก็จะทำให้สามารถใช้วัสดุนั้นอย่างปลอดภัยได้
อย่างไรก็ตามไทยมีการนำเข้าใยหินประเภทต่างๆ มาใช้ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 ซึ่งเป็นเวลานานถึง 76 ปี มีรายงานข้อมูลทางการแพทย์ของศ.นพ. อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ และศ.นพ. สมชัย บวรกิตติ ผู้ศึกษาเรื่องโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดจากการสัมผัสฝุ่นใยหินในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี ที่ได้เขียนบทความทางวิชาการระบุว่า ตลอดระยะเวลานานกว่า 30 ปีที่มีการนำเข้าใยหินมาใช้ในอุตสาหกรรมในประเทศไทย ยังไม่เคยมีการรายงานผู้ป่วยด้วยโรคเหตุแร่ใยหินที่มีหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือยืนยันเลย
ในขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีวัสดุทดแทนใดที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าใยหินไครโซไทล์ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมได้ อีกทั้งวัสดุทดแทนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง เช่น ซิลิก้า โพลีไวนิลแอลกอฮอล์ ก็ยังไม่มีการศึกษาถึงความปลอดภัยในการใช้งานและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นหากมีการยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ จะส่งผลกระทบมากที่สุดโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตกระเบื้องมุงหลังคาที่มีความเป็นจำต่อทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคครัวเรือน อาทิ ต้นทุนเส้นใยสังเคราะห์หรือวัตถุดิบทดแทนที่นำมาใช้แทนใยหินไครโซไทล์ มีราคาสูงกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับราคาใยหินไครโซไทล์ เมื่อนำมาผสมในการผลิตกระเบื้องมุงหลังคาราคากระเบื้องสูงขึ้นกว่า 50% เท่ากับเป็นการบังคับให้ผู้บริโภค ต้องใช้สินค้าราคาแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ยังจะเป็นการก่อให้เกิดต้นทุนในการประกอบกิจการที่สูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรม อันจะส่งผลให้ความสามารถแข่งขันของประเทศไทยน้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบเคียงกับประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งยังคงอนุญาตให้มีการใช้ใยหินไครโซไทล์นี้
ปัจจบัน ประเทศไทยมีผู้ใช้กระเบื้องมุงหลังคา ที่มีใยหินไครโซไทล์เป็นส่วนผสมมากกว่า 50% ของตลาดกระเบื้องมุงหลังคาทั้งหมด เกี่ยวข้องกับประชากรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน การห้ามนำเข้าและใช้ใยหินในประเทศไทยอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรือพันธกรณีที่ไทยผูกพันตนเองไว้ในระดับนานาชาติหรือกับองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก หรือประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในระดับทวิภาคี เช่น รัสเซีย จีน บราซิล เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนในหลายมิติ และสมควรที่จะได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 5 ล้านล้านบาท







