
แนะรัฐบาล คสช. เร่งยกเครื่องระบบราง
วสท. และนักวิชาการแวดวงระบบราง หวังรัฐบาลรัฐประหารอย่างคสช.ยกเครื่องระบบรางของไทยรับอาเซียน
วสท. และนักวิชาการแวดวงระบบราง หวังรัฐบาลรัฐประหารอย่างคสช.ยกเครื่องระบบรางของไทยรับอาเซียน
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
การพัฒนาระบบรางให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของประเทศไทยและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสู่ยุคการบริหารบ้านเมืองแบบเบ็ดเสร็จ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้นักวิชาการด้านระบบรางต่างวาดหวังว่าอาจจะเป็นจังหวะที่ดีที่สุด ที่จะ ผลักดันให้โครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบรางให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในวงเสวนา เรื่อง “ยกเครื่องเรื่องระบบราง” จัดโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้มีข้อเสนอว่า ในยุค คสช.ควรเร่งจัดการ 4 แนวทาง ดังนี้ 1.ดันโครงการขนส่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นและสานต่อโครงการที่มีอยู่แล้ว เช่น รถไฟทางคู่ เฟส 1 และเฟส 2 ให้เป็นรูปธรรม 2.ปรับโครงสร้างการบริหารงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ใหม่ 3.ปรับแนวทางให้รัฐกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์จากที่ดินรอบสถานีรถไฟ 4.หันมาพึ่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวกับกับระบบรางแทนการนำเข้า 100% เหมือนเช่นในอดีต
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ผู้นำประเทศต้องมีวิสัยทัศน์เรื่องระบบรางที่ชัดเจน โดยนอกจากการตกผลึกเรื่องลงทุนในรถไฟทางคู่ หรือรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว ยังต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสถานีรถไฟที่รัฐควรจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ด้วย ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีโมเดลที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เอกชนที่เป็นเจ้าของที่ดินรอบสถานีรถไฟ พัฒนาโครงการต่างๆ ได้ แต่ต้องแบ่งสัดส่วนรายได้ให้กับรัฐ 15% หรือสนับสนุนรัฐในรูปแบบใดก็ตามเพื่อคืนประโยชน์ให้กับประเทศ หลังจากที่เอกชนได้ประโยชน์จากระบบราง ซึ่งเกิดขึ้นจากเงินภาษีของประเทศแล้ว
ขณะที่ รัฐภูมิ ปริชาติปรีชา ผู้อำนวยการ สถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมถนนและราง มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ระบบรางควรเป็นวาระแห่งชาติที่ไม่ว่ารัฐบาลหรือคณะบริหารประเทศชุดใดเข้ามาก็ต้องมาสานต่อและผลักดันให้เกิดขึ้น โดยควรก้าวข้ามการตั้งคำถามว่าไทยควรลงทุนระบบรางหรือไม่ไปได้แล้ว เพราะคำตอบ คือ ต้องทำแล้วและต้องเริ่มทำทันทีด้วย โดยเฉพาะในอนาคตหากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพอย่างระบบราง ซึ่งมีต้นทุนขนส่งที่ต่ำกว่าการการขนส่งด้วยถนน จะเชื่อมไทยเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านได้ดีที่สุด
ที่ผ่านมาการขนส่งระบบถนนทำให้ต้องเจอกับปัญหาหลักๆ ด้วยกัน 5 ประเด็น ได้แก่ ปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยที่สูงมากถึง 15.2% ของจีดีพีประเทศ ปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ ปัญหาค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงถนนที่รัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณประเทศในส่วนนี้มากถึง 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี และปัญหาโลกร้อนจากการขนส่งด้วยระบบถนน ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้ระบบราง เช่น รถไฟฟ้า ก็ช่วยลด 5 ปัญหาดังกล่าวได้
“แม้ไทยจะมีประชากรเพียง 60 ล้านคน แต่กลับมีความต้องการใช้น้ำมันต่อปี เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมหาศาล แต่ใช้น้ำมันมากกว่าไทยเพียง 20% เท่านั้น” รัฐภูมิ กล่าว
สำหรับการถกเถียงในเรื่องความกว้างของ รางรถไฟฟ้าของไทย อาจเป็นอุปสรรคในการพัฒนาระบบรางของไทยให้เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน นั้น ไม่น่าจะใช่ปัญหาสำคัญ เพราะปัจจุบันมี เทคโนโลยี Gauge Changeable System ของ ตัวรถไฟที่มีลักษณะของล้อรถไฟยืดหยุ่นให้เข้ากับ ขนาดของรางที่แตกต่างกันได้ โดยจะมีรางที่สร้างขึ้นใหม่เป็นตัวช่วยถ่างล้อออก หรือหุบให้ล้อเข้ากับรางขนาดนั้นๆ ได้ ซึ่งจะช่วยให้ทุกประเทศสามารถเชื่อมต่อระบบรางด้วยกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความกว้างของรางที่เท่ากัน
“ปัจจุบันเกาหลีใต้กำลังร่วมมือกับรัสเซียทำวิจัย เรื่อง การเชื่อมทางรถไฟระหว่างโลกเอเชียกับโลกยุโรปเข้าด้วยกัน โดยไม่มีประเด็นเรื่องขนาดความกว้างของรางมาเป็นอุปสรรคเลย” รัฐภูมิ กล่าว
คงต้องจับตามองกันว่าในยุครัฐบาล คสช. จะผลักดันให้โครงการระบบรางเส้นทางใหม่ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะในรูปแบบรถไฟทางคู่หรือ รถไฟฟ้าความเร็วสูงก็ตาม จะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ได้หรือไม่







