
วสท.สรุป3สาเหตุอาคารร.พ.รามาฯถล่ม
วสท.ระบุอาคารร.พ.รามาธิบดี บางพลี ถล่ม เพราะคอนกรีตไร้มาตรฐาน ทาวเวอร์เครนกระแทก และแรงลม
วสท.ระบุอาคารร.พ.รามาธิบดี บางพลี ถล่ม เพราะคอนกรีตไร้มาตรฐาน ทาวเวอร์เครนกระแทก และแรงลม
วันนี้ (26 ก.พ.) วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้าตรวจสอบที่บริเวณโครงการก่อสร้างสถาบันการแพทย์ จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท สูง 8 ชั้น ที่ก่อสร้างโดยบริษัท อิตาเลียนไทย บริษัทรับเหมาชั้นนำของไทย ซึ่งเกิดเหตุถล่มขณะก่อสร้างจนมีผู้เสียชีวิต 11 คน และบาดเจ็บอีก 16 คนเมื่อวานนี้ (25 ก.พ.)
รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท. เปิดเผยภายหลังตรวจสอบว่า เบื้องต้นสันนิษฐานสาเหตุเกิดจากขั้นตอนการก่อสร้าง ซึ่งผนังช่องบันไดได้ทำการเทคอนกรีตโดยใช้แบบหล่อแนวดิ่ง หรือสลิบฟอร์ม เลื่อนขึ้นไปสูง 26 เมตร โดยมีค้ำยันชั่วคราวเท่านั้น แล้วจึงก่อสร้างพื้นตามขึ้นไปเชื่อมผนัง ทำให้โครงสร้างนี้ไม่เป็นกรอบผนังที่แข็งแรงเพียงพอ จนกว่าพื้นจะเทมาเชื่อมต่อ โดยผู้รับเหมาได้มีการทำค้ำยันผนังดังกล่าวไว้แล้ว แต่ไม่เพียงพอที่จะต้านแรงจากอุบัติเหตุได้ จึงทำให้ผนังคอนกรีตล้มทับพื้นชั้น 2 ที่ก่อสร้างไว้แล้วพังทลายต่อเนื่องลงมาทับคนงานเสียชีวิต
ผศ.คมสัน มาลีสี ประธานสมาชิกสัมพันธ์ วสท. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่าการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะระยะเวลาการบ่มคอนกรีตในห้องแล็บ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 15 วันถึง 1 เดือน นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่อาจจะเกิดจากการกระแทกของทาวเวอร์เครน ในช่วงเวลาก่อสร้างอาจเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จนทำให้สลิปฟอร์ม หรือ แบบหล่อแนวดิ่ง หักลงมา รวมทั้งอาจจะเกิดจากแรงลม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับทะเล แต่มั่นใจได้แน่ว่า ไม่ได้มาจากปัญหาเรื่องเสาเข็ม เพราะการก่อสร้างได้สูงขึ้นไปถึงชั้นสอง และมีความลึกไม่ต่ำกว่า 40 เมตร แม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะเป็นดินอ่อนปากแม่น้ำ ขณะนี้อาคารดังกล่าวได้หยุดก่อสร้างชั่วคราวแล้ว
ด้าน รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการหักโค่นลงมาของช่องบันได น่าจะมาจากความสูงชะลูดของช่องบันได เพราะมีความสูงจากพื้นที่ก่อสร้างขึ้นไปถึง 26 เมตร หรือความสูงประมาณ 7 ชั้น โดยที่มีแบบหล่อแนวดิ่ง(สลิปฟอร์ม) อยู่ด้านบน คาดว่ามีน้ำหนักประมาณ 10 ตัน หรือน้ำหนักเฉลี่ย 50-75 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งช่องบันไดนี้ แต่ละขามีความหนา 25 ซม. ความกว้าง 8.60 เมตร ระยะห่างระหว่างขาทั้งสองประมาณ 3.20 ม. ซึ่งผู้รับเหมามีการใช้แท่งเหล็กค้ำยันแนวราบระหว่างขาทั้ง 2 ด้าน ทุกความสูงระยะ 3 เมตร
ทั้งนี้ การที่ขามีความสูงชะลูดนั้น มีโอกาสที่จะทำให้ขาแต่ละข้างมาการเบ้ออก ทำให้มีผลต่อการรับน้ำหนักของสลิปฟอร์มที่อยู่ด้านบน ซึ่งหากขาด้านใดเบ้ออก การรับน้ำหนักก็จะเทไปด้านนั้น และทำให้เกิดการหักโค่นได้ ซึ่งตามมาตรฐานกำหนดไว้ว่า ทุกความสูง 1,000 ซม. จะมีการเบ้ของขา 1 ซม. ต้องรักษาระดับไว้ไม่ให้เกินนี้ ตามมาตรฐานการก่อสร้างสามารถใช้เหล็กค้ำยันแนวราบก็เพียงพอในบางพื้นที่ แต่กรณีที่เป็นพื้นที่ที่มีลมแรงการใช้เหล็กค้ำยันเพียงแนวราบจึงไม่เพียงพอ ดังนั้นจะต้องจะมีการใช้เหล็กค้ำยันในแนวขวางด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างให้มากขึ้น ซึ่งการสร้างโครงสร้างลักษณะนี้ในโครงการอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ควรจะมีเหล็กค้ำยันทั้งสองแนวคือแนวราบและแนวขวาง เพื่อความแข็งแรงและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ
รศ.เอนก กล่าวว่า การหล่อคอนกรีตแบบสลิปฟอร์มตามมาตรฐานจะสามารถถอดแบบหล่อเมื่อคอนกรีตแห้งได้ใน 22-24 ชม. แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างในปัจจุบัน ผู้ประกอบการบางรายก็มีการถอดแบบหล่อออกเร็วเพื่อเร่งระยะเวลาการก่อสร้างใช้เวลา 12-18 ชม. ซึ่งการก่อสร้างของผู้รับเหมาก็เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้ สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะไม่กระทบกับโครงสร้างอื่น ๆ ยังสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามปกติในพื้นที่นอกเหนือที่เกิดเหตุ
ด้านนายวิรัช ก้องมณีรัตน์ รองประธานบริหารอาสุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ เปิดเผยว่า อาคารถล่มเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 57 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง เพราะเทคโนโลยีการก่อสร้างของบริษัทถือว่าเป็นลำดับต้นๆของเมืองไทย โดยสาเหตุหลักคาดว่าน่าเกิดจากแรงลมที่มาปะทะกับตัวผนังของโครงสร้างช่องบันไดที่มีความสูง 26 เมตร ซึ่งผนังดังกล่าวสร้างเป็นแท่งผนัง 2 ด้าน โดยมีแท่งเหล็กค้ำยันแนวนอนระหว่างผนังสองด้านเป็นช่วงๆ ส่วนด้านบนเป็นสลิปฟอร์ม หรือ แบบหล่อแนวดิ่งสำหรับหล่อคอนกรีต เมื่อแแรงลมปะทะนานๆเข้าอาจทำให้จุดเชื่อมบางจุดหลุดเลื่อนและพังถล่มลงมาในที่สุด
ทั้งนี้ ในระหว่างเกิดเหตุมีคนงานอยู่บนสลิปฟอร์ม 15 ราย ทั้งหมดตกลงมายังพื้นด้านล่าง เมื่อแท่งพนังและสลิปฟอร์มพังลงมาทับพื้นชั้นสอง ทำให้ยุบตัวลงมาทับคนงานที่อยู่ด้านล่าง เป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิต 11 ราย เป็นชาวไทย 3 ราย แรงงานต่างด้าวชาวพม่าและกัมพูชา 8 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงงานถูกกฎหมาย มีประกันสังคม ประกันชีวิตทุกราย และสวัสดิการตามกฎหมาย
เบื้องต้นบริษัทได้ช่วยเหลือเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ในกรณีผู้เสียชีวิตที่เป็นแรงงานต่างด้าวบริษัทพร้อมดำเนินตามความประสงค์ของญาติว่าต้องการส่งศพกลับบ้าน หรือให้จัดพิธีที่เมืองไทย
สำหรับมูลค่าความเสียหายขณะนี้อยู่ระหว่งตรวจสอบของเจ้าหน้าที่จึงยังไม่สามารถสรุปได้ โดยบริษัทได้ทำประกันภัยไว้ ซึ่งพื้นที่ที่ถล่มลงและได้รับความเสียหายคิดเป็น 10% ของพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด โดยยืนยันว่าบริษัทพร้อมเดินหน้าการก่อสร้างต่อไป ปัจจุบันคนงานยังมีขวัญและกำลังใจที่ดี







