
พฤกษาควักหมื่นล้านซื้อที่ดิน
พฤกษาฯ เดินหน้า ลุยซื้อที่ดินพัฒนาโครงการถึงปีหน้าหมื่นล้าน ส่วนปีนี้เจียดพื้นที่ไปผุด 48 โครงการ
พฤกษาฯ เดินหน้า ลุยซื้อที่ดินพัฒนาโครงการถึงปีหน้าหมื่นล้าน ส่วนปีนี้เจียดพื้นที่ไปผุด 48 โครงการ
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า บริษัทได้วางงบซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ ทั้งในส่วนของปีนี้และปีหน้ารวม 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งบางส่วนเป็นการเจรจาซื้อขายตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และทยอยชำระเงินในปีนี้ โดยตั้งแต่ไตรมาสแรกปีนี้ได้ใช้เงินซื้อที่ดินไปแล้ว 3,000–4,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การซื้อที่ดินดังกล่าวเป็นการรองรับแผนพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้ทั้งหมด 48 โครงการ โดยในช่วงไตรมาสแรกได้เปิดตัวโครงการใหม่แล้ว 17 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 8,791 ล้านบาท
สำหรับแผนดังกล่าวทำให้บริษัทยังคงยืนตามเป้าเดิม ที่ปีนี้ตั้งรายได้ไว้ 2.4 หมื่นล้านบาท และมียอดขายอยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท แต่ในส่วนของผลกำไรสุทธิยอมรับว่าอาจลดลงจาก 19% เหลือ 16-17% จากการยกเลิกมาตรการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดจำนอง ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 3%
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบ้านบีโอไอเป็น 14% ของการลงทุนทั้งหมด จากเดิมอยู่ที่ 8% จะทำให้ต้นทุนทางภาษีลดไปได้ 1% แต่เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 0.11% เป็น 3.3% (อัตราเดิม) แล้ว ยังมีส่วนต่างสูงพอสมควร ซึ่งหลังจากนี้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการหาวิธีลดค่าใช้จ่าย
นายทองมา กล่าวว่า ถึงสถานการณ์การเมืองจะยังคงร้อนแรง แต่พฤกษาฯ เลือกตลาดที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการสูงอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะเดินหน้าเปิดตัวโครงการตามแผนที่ตั้งไว้ โดยยืนยันว่าจะไม่ลดจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่หากมีสถานการณ์ที่รุนแรงจริง จะปรับตัวด้วยการเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดตัว
สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในต่างประเทศนั้น ที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ส่วนเมืองเจนไน และมุมไบ อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อที่ดิน ขณะที่เมืองไฮฟง ประเทศเวียดนาม หากการเวนคืนแล้วเสร็จ พร้อมเปิดขาย และก่อสร้างทันที ส่วนที่ประเทศมัลดีฟส์ ในเดือน พ.ค.นี้ จะเริ่มเปิดขายโครงการบางส่วน
ด้านการชุมนุมทางการเมืองบริเวณจุดสำคัญทั้งผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ เบื้องต้นจะยังไม่กระทบต่อยอดขายรวมของทั้งตลาด เนื่องจากช่วงไตรมาส 2 เป็นไตรมาสที่มียอดขายน้อยที่สุดเป็นปกติแล้ว ดังเช่นในไตรมาส 2 ปีก่อนอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะใกล้เคียงเดิม
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหากการเมืองยืดเยื้อจนถึงไตรมาส 3 อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดได้ เนื่องจากที่ผ่านมาไตรมาส 3 ถือเป็นเทศกาลในการขาย และทำยอดขายสูงสุด โดยในปีที่ผ่านมายอดขายรวมของที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปีก่อน อยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งหวังว่านโยบายปรองดองของรัฐบาลจะสัมฤทธิ์ เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต่อ และมีผลให้ภาพรวมการซื้อขายที่อยู่อาศัยในสิ้นปี 2553 เติบโตได้ 5%







