
ซื้อขายอาคารไตรมาสแรกซบ
โจนส์ แลง ลาซาลล์เผยกิจกรรมการลงทุนซื้อขายอาคารเชิงธุรกิจไตรมาสแรกมีมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์
โจนส์ แลง ลาซาลล์เผยกิจกรรมการลงทุนซื้อขายอาคารเชิงธุรกิจไตรมาสแรกมีมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์
ผลการรวบรวมข้อมูลในเบื้องต้นโดยโจนส์ แลง ลาซาลล์ระบุว่า กิจกรรมการลงทุนซื้อขายอาคารที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจ (อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้าและโรงแรม) ทั่วโลกในไตรมาสแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวมเพียง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554
รายงานดังกล่าว เปิดเผยว่า ตลาดหลักๆ ทั่วโลกที่เป็นแหล่งลงทุนซื้อขายอาคาร เริ่มออกตัวไม่คึกคักนักในช่วงต้นปีนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่มีกิจกรรมการซื้อขายเกิดขึ้นมากในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการที่ยังมีแรงกดดันด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงนโยบายที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสำหรับการสินเชื่อใหม่
เอเชียแปซิฟิก
นายอาร์เธอร์ เดอ ฮาสต์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการด้านการลงทุนทั่วโลกของโจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าวว่า “ปี 2554 นับเป็นปีที่สองที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่าการลงทุนซื้อขายอาคารเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 98,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในไตรมาสแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว พบว่ามูลค่าปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี คาดว่า มูลค่าการลงทุนซื้อขายของทั้งปีจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากรัฐบาลของหลายประเทศเริ่มค่อยๆ ผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลัง”
ยุโรป
“กิจกรรมการลงทุนซื้อขายอาคารชะลอตัวลงและสภาพเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน แต่การซื้ออสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากอุปสงค์หรือความต้องการยังมีอยู่สูงในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานในตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกยังคงแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปมีความผันผวนมากที่สุดช่วงหนึ่ง แต่รัฐบาลของประเทศต่างๆ ได้ตระหนักถึงปัญหาและออกมาตรการต่างๆ มารองรับ จนทำให้กิจกรรมการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์สามารถขยับตัวสูงขึ้นได้ทั่วภูมิภาค”
อเมริกา
อเมริการเป็นภูมิภาคเดียวที่กิจการการลงทุนซื้อขายอาคารปรับตัวดีขึ้น โดยมีมูลค่าสูงขึ้น 16% ในไตรมาสหนึ่งของปีนี้ เทียบกับไตรมาสสองของปีที่แล้ว เนื่องจากดัชนีทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะที่แคนาดาและเม็กซิโก มูลค่าการซื้อขายปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 50%
อสังหาริมทรัพย์ที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินและความสนใจสนใจจากนักลงทุนประเภทสถาบัน ซึ่งต้องการกระจายความเสี่ยง ด้วยการลดสัดส่วนการลงทุนรูปแบบอื่นที่มีอยู่เดิมลง อาทิ หุ้น พันธบัตร และอื่นๆ แนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะปานกลาง ในขณะที่มูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
แม้มีแนวโน้มว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะยังคงไม่ราบรื่นนัก แต่บรรยากาศการลงทุนยังคงอยู่ในทิศทางบวก ในขณะที่ปัญหาหนี้ในอสังหาริมทรัพย์เชิงธุรกิจ อาจส่งผลให้ลูกหนี้ที่มีปัญหาต้องปล่อยขายสินทรัพย์ แต่กลับเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้มีกิจกรรมการลงทุนซื้อขายอาคารเกิดขึ้น
โดยภาพรวม แม้เมืองที่เป็นตลาดการซื้อขายหลักๆ ของโลก อาทิ ลอนดอนและนิวยอร์กจะยังคงสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก แต่คาดว่า นักลงทุนจะให้ความสนใจมากขึ้นกับโอกาสการลงทุนซื้ออาคารในตลาดชั้นรอง เนื่องจากเป็นตลาดที่ราคายังคงมีการปรับตัว
นักลงทุนจะยังคงใช้ความระมัดระวังและระยะเวลานานในการตัดสินใจก่อนลงทุน อย่างไรก็ดี ด้วยเงินทุนที่ยังคงมีอยู่มากทั่วโลก คาดว่า มูลค่าการซื้อขายอาคารเชิงธุรกิจทั่วโลกของทั้งปีนี้ จะใกล้เคียงกับปี 2554 ที่ผ่านมา คือที่ประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์ หรืออาจสูงกว่า







