
กลุ่มบูทิคลุยผุดคอมมูนิตีมอลล์
กลุ่มบริษัทบูทิค นักพัฒนาอสังหาเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์-โรงแรม กระจายความเสี่ยงธุรกิจผุดคอมมูนิตีมอลล์เจาะชุมชนย่านสขุมวิท
กลุ่มบริษัทบูทิค นักพัฒนาอสังหาเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์-โรงแรม กระจายความเสี่ยงธุรกิจผุดคอมมูนิตีมอลล์เจาะชุมชนย่านสขุมวิท
นายปรับ ทักราล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บูทิค ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์และโรงแรมภายใต้แบรนด์โอ๊ควูด และซิตาดีน เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทฯมีแผนจะใช้เงินลงทุนอีก 1,000 ล้านบาทเพื่อเปิดคอมมูนิตีมอลล์แห่งที่สอง ในย่านสุขุมวิท ขนาดรวม 3.8 หมื่นตร.ม. โดยแบ่งเป็นพื้นที่ให้เช่า 2 หมื่นตร.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องที่ดินจำนวน 6 ไร่ คาดว่าคอมมูนิตีมอลล์ดังกล่าวจะก่อสร้างเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2558 เนื่องจากจะต้องใช้เวลาออกแบบนาน 1 ครึ่งปี พร้อมกับขั้นตอนการอนุญาตจากบอร์ดสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ
อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาบริษัทฯได้เริ่มพัฒนาโครงการเรนฮิลล์ ซึ่งเป็นคอมมูนิตีมอลล์แห่งแรกโดยใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท บนเนื้อที่ 2 ไร่ ริมถ.สุขุมวิท 47 มีพื้นที่ 5 ชั้น เป็นพื้นที่เช่าขนาด 5,000 ตร.ม. โดยได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมาปัจจุบันมีผู้เช่าพื้นที่เต็ม 100% ขณะนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดพื้นที่ให้เช่าเป็นคีออสขนาดเล็ก เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้เช่าที่เพิ่มขึ้นด้วย คาดว่าโครงการดังกล่าวจะถึงจุดคืนทุนภายในเวลา 5-7 ปี
นอกจากนี้บริษัทฯยังได้ร่วมทุนกับบริษัท เอ็ม.ที.อาร์.แอสเสท แมเนเจอร์ส ในสัดส่วนการถือหุ้น 50 ต่อ 50 เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหาร มารูกาเมะ เซเมง ร้านอาหารญี่ปุ่นอุด้ง ที่มีสาขามากที่สุดในญี่ปุ่น เพื่อเปิดสาขาในประเทศไทย โดยในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะเปิด 8-10 ร้านค้า จากปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง คือ ที่สาขาเรนฮิลล์ , บิ๊กซี ราชดำริและ พรอมมานาด แฟชั่นไอส์แลนด์ และตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปีจะเปิดไม่ต่ำกว่า 30-40 สาขา
“สาเหตุที่เราเริ่มขยายมายังธุรกิจคอมมูนิตี มอลล์และธุรกิจร้านอาหารนั้นเนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ เนื่องจากในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาพัฒนาแต่อสังหาฯประเภทเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโรงแรม ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมือง หากจะต้องพึ่งพาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จึงได้หันมาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทยมากขึ้น”นายปรับ กล่าว
ขณะเดียวกันในปีหน้าบริษัทฯมีแผนขยายธุรกิจเพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยจะลงทุนเปิดร้านฟาสต์ฟูดอาหารไทย ซึ่งจะเปิดสาขาในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนามและพม่า เนื่องจากธุรกิจอาหารนั้นมีความเสี่ยงน้อยด้านการลงทุนน้อยกว่าธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับอาหารไทยนั้นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
ปัจจุบันบริษัทฯบริหารเซอร์วิส อพาร์ตเม้นท์และโรงแรม แบรนด์โอ๊ควูด ,ซิตาดีน และพัทยาเบย์รีสอร์ท รวม 7 แห่ง สร้างรายได้ต่อปี 500 กว่าล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี นับจากนี้ บริษัทฯจะมีการเติบโตด้านรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าปีละ20% ซึ่งสัดส่วนรายได้จะมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์-โรงแรม-คอมมูนิตีมอลล์ 70% ที่เหลือ 30% จะมาจากธุรกิจร้านอาหาร







