
จัดระเบียบที่ดินวังน้ำเขียว
ยุทธวิธีคงพื้นที่ป่าอย่างได้ผลที่สุด คือ การให้ผู้คนในชุมชนช่วยกันดูแลรักษา ภาครัฐแค่กำหนดกฎกติกาและกำกับดูแลอยู่ห่างๆ
ยุทธวิธีคงพื้นที่ป่าอย่างได้ผลที่สุด คือ การให้ผู้คนในชุมชนช่วยกันดูแลรักษา ภาครัฐแค่กำหนดกฎกติกาและกำกับดูแลอยู่ห่างๆ
โดย...นคร มุธุศรี
ติดตามข่าวเจ้าของรีสอร์ท และเศรษฐี มหาเศรษฐี รวมทั้งชาวบ้านชาวช่องบุกรุกที่ดินวังน้ำเขียวจังหวัดนครราชสีมา มาหลายเพลา ล่าสุดหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ตัดสินใจติดป้ายรื้อเกือบร้อยรายพร้อมประกาศกร้าว “ไล่รีสอร์ทพ้นพื้นที่ภายใน 30 ตุลาคมศกนี้ ฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่ลงมือทุบทิ้งทันที .. !!!”
ก่อนหน้านี่ไม่นานพื้นที่ “สวนผึ้ง” ราชบุรี ก็ปรากฎเป็นข่าวคราวฮือฮาพาดหัวบนหน้าแรกน.ส.พ.รายวัน ทำนองเดียวกันมาแล้วหน และเชื่อว่าในระยะอันใกล้ จะเกิดขึ้นอีกหลายหลายแห่งหลายที่แน่นอน
บอกตรงๆ นคร มุธุศรี เห็นวิธีแก้ไขการบุกรุกที่ดินของเจ้าหน้าที่รัฐแล้วแสนจะหงุดหงิดใจเหลือกำลัง ไอ้ครั้นจะสะกิดบอกว่า “เกาไม่ถูกที่คัน” และหรือแก้ไม่ตรงกับประเด็นปัญหา ก็อาจจะดูถูกภูมิปัญญาข้าราชการเกินไป แต่ไม่รู้จะหลีกเลี่ยงไปใช้วลีไหน
จะว่าไป พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวและสวนผึ้ง ที่ใครต่อใครเข้าไปจับจองปลูกบ้านพักนั้น มันมีเหตุจูงใจหลายประการสามในหลายสาเหตุเพราะทิวทัศน์สวยและเพราะอากาศหนาวเย็น ที่สำคัญเป็นอาณาบริเวณโล่งเตียน ชาวบ้านไถพรวนปลูกอ้อยปลูกมันมาแล้วหลายฤดูกาล
แน่นอนพื้นที่ดังกล่าวปราศจากเอกสารสิทธ์ครอบครอง อย่างเก่งก็แค่มีใบเสร็จเสียภาษี ภบท.5 แบบเดียวกับเชิงเขายายเที่ยงข้างเขื่อนลำตะคอง
ถ้าคิดจะเอาความ บุคคลที่ควรจะถูกดำเนินการในลำดับต้นๆ คือ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามตัวบทกฎหมายซะมากกว่า อย่าอ้าปากเถียงนะครับว่า ไม่เคยรู้เคยเห็นชาวบ้านชาวช่องปลูกมัน สร้างบ้าน และผุดรีสอร์ทมาก่อน นอกจากจะเหม็นขี้ฟันแล้วไม่มีใครเขาเชื่ออีกด้วยซิ และเผลอๆ อาจจะเคยขอใช้สิทธ์ให้พรรคพวกเพื่อนฝูงเข้าพักฟรีเสียด้วยซ้ำ
เอาเถอะ .. !! ผ่านไปแล้วก็ผ่านเลย ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บละ แต่ควรจะตั้งต้นแก้ไขปัญหาการบุกรุกด้วยยุทธวิธี “คิดใหม่ทำใหม่” อย่างจริงจัง เริ่มจากสำรวจตรวจตราและแบ่งแยกพื้นที่ให้ชัดเจน โดยหยิบยกเอา “วังน้ำเขียว” จังหวัดนครราชสีมานี่แหละเป็นตัวนำร่อง
ส่วนแรกยังมีต้นไม้ต้นไร่แน่นทึบหรือยังเป็นป่า ปักแนวเขตให้ชัดเจนพร้อมปิดประกาศห้ามผู้ใดรุกล้ำโดยเด็ดขาด ส่วนที่สอง มีการแผ้วถางปลูกอ้อยปลูกมันหรือเป็นพื้นที่เชิงเขาหัวโล้น ควรผ่อนผันให้เกษตรกรในท้องที่และผู้สนใจทั่วไปทำการ “เช่า” ในระยะยาว 30–50 ปี โดยกำหนดแบ่งเขตตามความเหมาะสมให้ชัดเจน อาทิ โซนเกษตร สำหรับทำไร่ทำนาและปลูกพืชผักผลไม้ โซนรีสอร์ท ปลูกบ้านพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น
สำรวจตรวจตราแบ่งแยกโซนเรียบร้อยแล้ว ตรากฎกติกาการใช้ประโยชน์เอาไว้ในสัญญาเช่าระยะยาวด้วยนะ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยินยอมให้ผุดรีสอร์ท จะต้องคุมเข้ม 2 – 3 รายการอย่างเช่น ต้องพัฒนาพื้นที่ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ ต้องไม่ปลูกสร้างอาคารสูงและหรือขนาดใหญ่ ต้องจัดทำระบบน้ำเสียตามแบบมาตรฐาน จัดระเบียบได้หยั่งงี้ อีกไม่นานป่าที่หดหายไปจะกลับมาเขียวขจีภายในระยะเวลา 3 – 5 ปี
โปรดอย่าลืมว่า ยุทธวิธีคงพื้นที่ป่าอย่างได้ผลที่สุด คือ การให้ผู้คนในชุมชนช่วยกันดูแลรักษา ภาครัฐแค่กำหนดกฎกติกาและกำกับดูแลอยู่ห่างๆ ก็น่าจะพอ ถึงเวลา “ยกเลิก” ให้เจ้าหน้าที่อุทยานและป่าไม้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนแต่ก่อนได้แล้ว เพราะอดีตที่ผ่านมาพื้นที่ป่ามีจำนวนลดน้อยถอยลดลงทุกที ขืนดำเนินการตามรูปแบบเดิมๆ ชักไม่แน่ใจว่าจะมีพื้นที่ป่าเหลือให้ลูกๆ หลานๆ คนไทยรุ่นต่อๆ ไปได้ชื่นชมอีกสักกี่ตารางวา
อย่างที่บอก หากจัดระเบียบที่ดินวังน้ำเขียวในรูปแบบใหม่และนอกกรอบกติกาเก่าๆ นอกจากไม่ต้องเสียเงินเสียทองจ้างผู้รับเหมารื้อถอนแล้ว ยังได้เงินได้ทองเข้ากระเป๋าอีกบาน
ที่สำคัญ ยังเปลี่ยนแปลงให้กลุ่มม็อบที่ยกป้ายประท้วงเย้วๆ เป็นชูจักกะแร้ตะโกนเชียร์ด้วยเสียงอันดัง
รักเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติและกรมป่าไม้จัง .. !!!







