แสนสิริบุกตลาดบ้านหรู ดูดกำลังซื้อเศรษฐีย่านพัฒนาการ ขายราคาแพงสุด240ล้าน

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2561 เวลา 05:34 น.
  • | เปิดอ่าน 869
Share on Google+
LINE it!

แสนสิริบุกตลาดบ้านหรู ดูดกำลังซื้อเศรษฐีย่านพัฒนาการ ขายราคาแพงสุด240ล้าน

แสนสิริเปิดศึกบ้านหรูโซนกรุงเทพฯ ตะวันออก ปลุกแบรนด์บ้านแสนสิริ แพงสุดที่เคยพัฒนามา

นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวบ้านหรูแบรนด์ "บ้านแสนสิริ" อีกครั้ง หลังจากไม่ได้พัฒนาโครงการรูปแบบกล่าวมานานกว่า 11 ปี จากก่อนหน้าเคยเปิดตัวบ้านแสนสิริ สุขุมวิท 67 จำนวน 96 ยูนิต บนที่ดิน 38 ไร่ โดยจะเปิดตัวโครงการบ้านแสนสิริ พัฒนาการ วันที่ 21 มิ.ย.นี้ บ้านเดี่ยวราคา 65-240 ล้านบาท บนที่ดิน 30 ไร่ ซึ่งอยู่บนที่ดินขนาดเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 100 ตารางวา (ตร.ว.) เบื้องต้นมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 30 ยูนิต ถือว่าเป็นบ้านราคาแพงที่สุดตั้งแต่เคยพัฒนาโครงการแนวราบมา

ปัจจุบันตลาดโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่และลักซ์ชัวรี่กลายเป็นเซ็กเมนต์ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการจะจับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงหรือ High Net Worth Individual (HNWIs) ที่มีสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30 ล้านบาท ที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเป็นบ้านโครงการบ้านเดี่ยวจะมีราคา 20 ล้านบาท/ยูนิตขึ้นไป ขณะที่คอนโดมิเนียมนั้นจะมีราคาขาย 2.5 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ากลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการเลือกที่อยู่อาศัยที่สะท้อนความสำเร็จในชีวิต

"จากการสำรวจของบริษัทพบว่า กลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านหรู โดยเฉพาะในทำเลกรุงเทพฯ ตะวันออกนั้นมีกำลังซื้อสูง แต่โครงการจะต้องพัฒนาให้ตรงกับความต้องการ" นายอภิชาติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้พัฒนาโครงการระดับลักซ์ชัวร์รี่มาแล้ว 3 โครงการ ประกอบด้วยโครงการบ้านไข่มุกในปี 2531 พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมที่ อ.หัวหิน ราคาขายล่าสุดของบ้านไข่มุกสำหรับห้องขนาด 242 ตร.ม. มีการขายเปลี่ยนมือในราคา 80 ล้านบาท หรือประมาณ 3.3 แสนบาท/ตร.ม. เพิ่มสูงจากราคาขาย 7 ล้านบาท เมื่อตอนเปิดโครงการในปี 2531 หรือเติบโตกว่า 1,000%

สำหรับโครงการบ้านแสนสิริ สุขุมวิท 67 ปัจจุบันมีการขายเปลี่ยนมือถึง 50 ล้านบาทสำหรับบ้าน ขนาด 82 ตร.ว. ซึ่งเป็นขนาดเล็กสุด จากราคาขายตอนเปิดโครงการที่ 27 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นกว่า 85% และโครงการไนน์ตี้เอท ไวร์เลส ปัจจุบันสามารถปิดการขายไปได้แล้วกว่า 85% ซึ่งราคาสูงสุดของยูนิตที่สามารถปิดการขายในโครงการคือ 8.5 แสนบาท/ตร.ม. ในขณะที่ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการปัจจุบันอยู่ที่ 6.5 แสนบาท/ตร.ม. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 5.5 แสนบาท/ตร.ม. ในวันเปิดโครงการประมาณ 20% ภายในเวลา 1 ปีเศษ ปัจจุบัน โครงการไนน์ตี้เอทฯ ยังเหลือขายอยู่ 12 ยูนิต ขนาดเริ่มต้นประมาณ 150 ตร.ม.

นายอภิชาติ กล่าวว่า บริษัทไม่ได้เน้นเฉพาะเพื่อพัฒนาโครงการซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ แต่ให้ความสำคัญกับโครงการจับตลาดแมสเป็นหลัก สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะพัฒนาโครงการจับตลาดบน ตลาดแมสและธุรกิจสร้างรายได้ในระยะยาว

Share on Google+
LINE it!