"อัลติจูด" รุกตลาด บ้าน-โฮมออฟฟิศหรู

  • วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 22:25 น.

"อัลติจูด" รุกตลาด บ้าน-โฮมออฟฟิศหรู

โดย...อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ตลาดบ้านในกลุ่มลักซ์ชัวรี่ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีแม้จะไม่หวือหวา แต่เป็นตลาดนิชมาร์เก็ตที่มีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรายใหญ่ รวมไปถึงรายกลางหน้าใหม่หันมาจับตลาดนี้มากขึ้น โดยเน้นเรื่องการพัฒนาสินค้า รูปแบบ รวมทั้งทำเลที่ตั้ง มากกว่าคำนึงถึงเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

ชยพล หรรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนการเติบโตในช่วง 3 ปี (2561-2563) โดยตั้งเป้าขึ้นเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ติด 1 ใน 3 สำหรับเซ็กเมนต์บ้านลักซ์ชัวรี่ราคา 20 ล้านบาท และโฮมออฟฟิศราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมทั้งมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563 ด้วย

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีนี้มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นพัฒนาโครงการ ทำเล และรูปแบบที่เป็นนิชลักซ์ชัวรี่ในตลาดที่มีดีมานด์อยู่มากแต่ซัพพลายน้อย และกลุ่มเป้าหมายหลักคือ กลุ่มผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หรือ Young Success ที่ต้องการอยู่อาศัยในเมือง

สำหรับในปี 2561 เตรียมเปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการบ้านเดี่ยว3 ชั้น ภายใต้แบรนด์ อัลติจูด มาสเตอรี่ ซึ่งถือว่าเป็นเฟส 2 บนทำเลพหลโยธิน 24 ขนาดพื้นที่เริ่ม 400 ตารางเมตร (ตร.ม.) มูลค่าโครงการราว 300-500 ล้านบาท ขายในราคาเริ่มต้น 35 ล้านบาทขึ้นไป คาดจะเปิดตัวได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

อีกโครงการเป็นโฮมออฟฟิศ 4 ชั้นครึ่งภายใต้ชื่อ อัลติจูด พรูฟ พระราม 9 ขนาดพื้นที่เริ่มราว 24-26 ตารางวา (ตร.ว.) พื้นที่ใช้สอยเริ่ม 180-279 ตร.ม. จำนวน 16 ยูนิตบนพื้นที่โครงการเกือบ 2 ไร่ ขายในราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป

ในส่วนของคอนโดมิเนียมมี 2 โครงการในจำนวนนี้เป็นโครงการไฮเอนด์อยู่ย่านเจริญกรุง มูลค่า 1,000ล้านบาท และอีก 1 โครงการเป็นแบรนด์ใหม่ ชื่อ อาสะ ทำเลย่านโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ติดกับโลตัสโรจนะเป็นอาคารสูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 240 ยูนิตขนาดห้องเริ่ม 23-50 ตร.ม. มูลค่าโครงการ 330 ล้านบาท ราคาขายเริ่ม 1.1 ล้านบาทขึ้นไปปัจจุบันมียอดขายแล้ว 50% ทั้งนี้บริษัทเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มี.ค.นี้

“บริษัทยังให้ความสำคัญกับตลาดทุกเซ็กเมนต์ แต่ในช่วง 1-2 ปีนี้จะเน้นตลาดลักซ์ชัวรี่หรือไฮเอนด์ ประมาณ 80% ของการเปิดตัวโครงการใหม่ ส่วนตลาดล่างจะต้องดูสถานการณ์ในช่วงปี 2562 อีกครั้ง อย่างไรก็ดีการที่บริษัทได้ไปพัฒนาที่อยุธยาเพราะซัพพลายไม่มีและดีมานด์ยังมีความต้องการคอนโดได้อีก 5-6 หมื่น ตร.ม. ขณะที่บริษัทได้พัฒนาสินค้าใหม่เข้าไปในพื้นที่เพียง1 หมื่น ตร.ม. และบริษัทไม่กลัวเรื่องการปฏิเสธสินเชื่อเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีหนี้ครอบครัวน้อยกว่าคนทำงานในเมือง”ชยพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วที่อยู่ที่400 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ปีนี้อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ซึ่งมาจากการโอนโครงการที่เปิดขายเมื่อปีที่แล้ว คือ โครงการอัลติจูดมาสเตอรี่, อัลติจูด พรูฟ เกษตร-นวมินทร์ และคอนโดอีก 2 โครงการ

ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย และ ชยพล หรรรุ่งโรจน์

ด้าน ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย กรรมการ บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ทุกตลาดอสังหาฯ เชื่อว่ายังมีช่องว่างและยังมีดีมานด์อยู่เสมอ หากวิเคราะห์ตลาดได้ชัดเจน และสร้างความแตกต่างได้ก็สามารถสร้างการเติบโตได้ เช่น ตลาดแนวราบชานเมืองปัจจุบันยังมีที่จัดสรร รอสร้าง รอโอน เหลือเป็นจำนวนมากพอสมควร หลายโครงการมีต้นทุนต่ำ เพราะเป็นที่ดินที่ซื้อสะสมไว้ก่อนหน้า แต่หากผู้พัฒนาโครงการรายใหม่ที่ไม่มีที่ดินสะสมมาก่อน หรือเข้าสู่ตลาดภายหลังจะเสียเปรียบ

ทั้งนี้ บริษัทมองถึงโอกาสในการเติบโตมองช่องทางใหม่ๆ เช่น บ้านหรูใจกลางเมือง หรือโฮมออฟฟิศใจกลางเมือง มีโครงการใหม่เกิดขึ้นน้อยและไม่มีโครงการสะสมรอขายน้อย แต่ดีมานด์ยังคงมี ขณะที่ราคาต่อหน่วยมีการปรับตัวสูงขึ้นทำให้โครงการที่มีเพียงไม่กี่ยูนิต แต่มีมูลค่าของโครงการสูงกว่าโครงการแนวราบขนาดใหญ่ชานเมือง สามารถเติบโตได้ดี ซึ่งโครงการขนาดไม่ใหญ่มากแบบนี้ สามารถสร้างยอดขายและยอดรับรู้ได้รวดเร็ว เพียงแต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีศักยภาพในด้านการตลาด การขาย การออกแบบ และการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้ดีด้วย

อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทจะเร่งสร้างการรับรู้ทั้ง 4 แบรนด์ให้ผู้บริโภคได้จดจำและประทับใจจนมีการบอกต่อ ซึ่งได้แก่ 1.แบรนด์อัลติจูด มาสเตอรี่ บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ ราคาราว 20-45 ล้านบาท 2.แบรนด์อัลติจูด พรูฟ โฮมออฟฟิศ ราคาประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไป 3.แบรนด์อัลติจูด คอนโดลักซ์ชัวรี่กลางเมือง และ 4.คอนโดแบรนด์ อาสะ ที่พัฒนาขึ้นมาให้เป็น Effortable Condo โดยการทำตลาดจะเน้นสื่อออนไลน์ 75% และออฟไลน์ 25% พร้อมกันนี้ได้ตั้งงบสำหรับซื้อที่ดินประมาณ 500 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง

 

ข่าวอื่นๆ