อสังหาฯรายกลางยกเครื่องรับมือรายใหญ่กินรวบตลาด

วันที่ 08 ก.พ. 2554 เวลา 11:55 น.
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ทางเดินของบริษัทรายกลางจึงมีไม่มากนัก ทางหนึ่งคือ ต้องก้าวขึ้นไปเป็นรายใหญ่เสียเอง และอีกทางหนึ่ง คือ หาพื้นที่ของตัวเองอยู่อย่างพอเพียง...

โดย...โชคชัย สีนิลแท้ / สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างรุนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างพยายามกินรวบ จนทำให้ช่องทางในการแข่งขันของผู้ประกอบการระดับกลางและเล็กถึงคราวตีบตัน เนื่องจากรายใหญ่นั้นมีข้อได้เปรียบในด้านแหล่งเงินลงทุน การพัฒนาโครงการได้หลากหลายรูปแบบ

บริษัทรายกลางที่แม้จะเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็ยังสู้แรงเสียดทานไม่ได้ และจำเป็นต้องหาทางเพื่ออยู่รอด โดยเน้นความชำนาญเฉพาะทำเลพร้อมกับกลยุทธ์ทางด้านราคาที่ต่ำกว่าเป็นสิ่งจูงใจ

เอ็น.ซี.ปรับทัพสินค้าใหม่

สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ปรับโปรดักต์สินค้าใหม่ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-ล่าง เช่น การลดขนาดบ้านเดี่ยว บ้านแฝดให้เล็กลง เพื่อให้ราคาขายปรับลดลงรวมไปถึงการลดรายละเอียดความฟุ่มเฟือยของตัวบ้านเพื่อให้ราคาถูกลง รวมไปถึงการขยับออกไปทำตลาดบ้านที่อยู่ชานเมืองมากขึ้น เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

“การแข่งขันมีมากขึ้น ทำให้ตลาดบ้านมีการแข่งขันสูง เราจึงต้องแบ่งกลุ่มลูกค้าให้ชัดลงไป เช่น กลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป และกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยแผนในปีนี้คาดว่าจะเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีคละกันระหว่างทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวราคา 1-3 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป” สมเชาว์ กล่าว

ธารารมณ์แบ่งเซ็กเมนต์ชัด

ขณะที่ วสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า บริษัทได้เปลี่ยนโครงสร้างทางการตลาดใหม่ เนื่องจากสภาพตลาดอสังหาฯ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จึงได้แบ่งออกเป็น 2 เซ็กเมนต์ใหม่ให้ชัดเจนขึ้น คือ กลุ่มที่ดูแลตลาดเฟิสต์ โฮม (First Home) เป็นกลุ่มที่ซื้อบ้านหลังแรก ระดับราคา 3-5 ล้านบาท และกลุ่มลูกค้า มูฟอัพ (Move Up) เป็นกลุ่มลูกค้าที่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเน้นกลุ่มผู้บริหารระดับกลางต้องการซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง ระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป

“ภาวะตลาดอสังหาฯ เปลี่ยนแปลง|รวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องปรับแผนธุรกิจให้เร็วตาม ต้องมองไปข้างหน้าและต้องคาดการณ์ให้แม่นยำ จากในอดีตรอบของธุรกิจนั้นจะเปลี่ยนแปลง 4 ปีครั้ง จากจุดพีกสูงสุดถึงจุดตกต่ำ” วสันต์ กล่าว

ลลิลหันลุยคอนโดดันยอด

ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่าในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาโครงการคอนโด มิเนียมติดกับแนวรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน 1 โครงการ อยู่บนเนื้อที่ 1 ไร่ โดยมีราคาขายอยู่ที่ไม่เกิน 6 หมื่นบาทต่อตารางเมตร จำนวน 200 ยูนิต มูลค่าโครงการ 300-400 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเปิดตัวในครึ่งปีหลัง ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นพิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (สวล.)

“ตลาดคอนโดมิเนียมที่อยู่ในเมืองนั้นยังมีความต้องการ เราจึงพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน โดยเริ่มพัฒนาเพียง 1 โครงการในปีนี้ แต่แนวทางการพัฒนาโครงการของเรายังคงเน้นที่แนวราบเป็นหลัก” ไชยยันต์ กล่าว

เค.ซี.เน้นขายโปรเจกต์เก่า

ขณะที่ อภิสิทธิ์ งามอัจฉริยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.ซี.กรุ๊ป กล่าวว่า หลังจากเคยทดลองศึกษาตลาดคอนโดมิเนียมมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ประเมินว่าเป็นตลาดที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงมาก ทั้งการก่อสร้างและราคาที่ดิน อีกทั้งตลาดดังกล่าวมีความเสี่ยงในการลงทุนค่อนข้างสูง บริษัทจึงมองว่าควรเน้นทำตลาดที่ตัวเองมีความถนัดอย่างบ้านแนวราบมากกว่า แม้ว่าการทำเพียงตลาดเดียวจะทำให้กำไรลดลงก็ตาม

สำหรับแผนการทำตลาดในปีนี้จะเน้นขยายเฟสใหม่ใน 12 โครงการเดิม ซึ่งจะมีทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ส่วนการเปิดโครงการใหม่คาดว่าจะมีเพิ่มอีก 1 แห่ง ย่านคลองสามวา เป็นทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ โดยจะให้ความสำคัญกับการเลือกทำโปรโมชันภายใต้รูปแบบที่กลุ่มลูกค้าให้ความสนใจเท่านั้น

เสนาฯ สร้างแบรนด์รับศึก

ด้าน เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า การปรับตัวทำตลาดในปีนี้ บริษัทจะใช้กลยุทธ์การสร้างแบรนด์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขยายฐานลูกค้า ภายใต้งบประมาณ40 ล้านบาท โดยมองว่าการสร้างแบรนด์มีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมสร้างความน่าสนใจให้กลุ่มเป้าหมายเห็นว่า ทำไมต้องเลือกซื้อบ้านในโครงการของเสนาฯ

“ยิ่งมีการแข่งขันมากขึ้นเท่าไร หากบริษัทมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งก็สามารถอยู่รอดได้”เกษรา กล่าว

นอกจากนี้ การนำระบบไอทีเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการข้อมูล ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เข้าใจพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าได้เร็วขึ้น โดยปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจในการทำแคมเปญการตลาดที่เหมาะสมและการลงทุนในอนาคต ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนในส่วนของระบบไอทีไปแล้ว 40 ล้านบาท มีความพร้อมที่จะเริ่มใช้อย่างจริงจังในปีนี้

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ทางเดินของบริษัทรายกลางจึงมีไม่มากนัก ทางหนึ่งคือ ต้องก้าวขึ้นไปเป็นรายใหญ่เสียเอง และอีกทางหนึ่ง คือ หาพื้นที่ของตัวเองอยู่อย่างพอเพียง เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกเบียดตกเวทีเพียงพอ