“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ปี'64เทรนด์บ้านแนวราบตอบโจทย์ New Normal

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 16:40 น.
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ปี'64เทรนด์บ้านแนวราบตอบโจทย์ New Normal
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ลุ้นวัคซีนดันเศรษฐกิจโตพลิกอสังหาฯฟื้น ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 7,000 ล้านบาท จับตากระแสโควิด หนุนบ้านแนวราบมาแรง ตอบโจทย์ลูกค้า

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) เปิดเผยถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 ที่ผ่านมาว่าเป็นปีที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของไทย ขยายตัวลดลงต่อเนื่องจากที่มีการชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2562

สำหรับปี 2564 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3% บวกลบ ทั้งนี้ขึ้นกับการกระจายวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างทำได้รวดเร็วเพียงใด แม้ภาคอสังหาฯในปีนี้ต้องเผชิญปัจจัยลบหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 รวมถึงสินค้าแนวราบยังได้รับปัจจัยหนุนจาก New Normal ที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูง มาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้จริงกว่า

นายไชยยันต์ กล่าวถึง เหตุการณ์ชุมชนที่เกิดขึ้นว่า เป็นวิวัฒนาการของประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถ้าไปในต่างประเทศก็เคยพบการประท้วงเกิดขึ้น ทั้งนี้การประท้วงไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร แต่ขอร้องต้องมีระเบียบวินัย อย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนการจราจร ปัจจุบันการประท้วงในบ้านเรามีวินัยระดับหนึ่ง ถ้ามีมากกว่านี้ เชื่อว่านักธุรกิจยังพอรับได้ และไม่อยากให้เกิดเหมือนกรณีเก่า การเผา อย่าสร้างความเดือดร้อน ขอให้ประท้วงด้วยความสงบ อย่าใช้กำลังทั้งสองฝ่าย

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2564 นี้ จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ 10 – 12 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 – 7,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท ขยายตัว 7% จากในปีก่อน

ทางด้านการเงินบริษัทฯมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ลดลงจาก 0.75 เท่า ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ระดับเพียง 0.67 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ราว 1.4 – 1.5 เท่า และมีเงินสดสำรองเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจอีกราว 1,000 ล้านบาท ตลอดจนมีวงเงินสนับสนุนทางการเงิน (Committed Line) ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ จากธนาคารพาณิชย์พันธมิตรต่างๆ อีกมากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยในปี 2564 นี้บริษัทวางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 ล้านบาท มีแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัท ตลอดจนมีการใช้หุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน โดยมีการพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท