ก้าวข้ามขีดจำกัดงานดูแลความปลอดภัยในโครงการที่พักอาศัย ด้วย AI และ IoT

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 16:36 น.
ก้าวข้ามขีดจำกัดงานดูแลความปลอดภัยในโครงการที่พักอาศัย ด้วย AI และ IoT
คอลัมน์ Property digest

โดย อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ

กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (www.plus.co.th)

บทความที่แล้วผมได้นำเสนอเรื่องราวของ 5G ที่จะเข้ามายกระดับบ้านของเราให้กลายเป็น Smart Home ได้แบบจัดเต็ม

บทความนี้เรามาพูดคุยกันต่อถึงการนำ 5Gมาใช้กับภาพใหญ่ของการอยู่อาศัยที่มากกว่าในตัวบ้านแต่ครอบคลุมตลอดทั้งโครงการ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางที่ต้องคอยจับตาดูตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละโครงการแม้มีบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยอยู่แล้ว

แต่ด้วยศักยภาพของมนุษย์ก็อาจมีข้อจำกัดบางประการที่อาจไม่สามารถดูแลได้ทุกจุดทุกเวลาพร้อมกันตลอด 24 ชั่วโมง แต่ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี 5G และการเกิดอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งหรือ Internet of Things (IoT)ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและระบบต่างๆบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายการใช้งานอินเทอร์เน็ต

รวมถึงบางอุปกรณ์สามารถทำงานควบคู่ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้เรื่องการดูแลในโครงการที่อยู่อาศัยกลายเป็นเรื่องที่สามารถยกระดับ และทำได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับการดูแลโครงการที่อยู่อาศัยนี้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้ทดลองนำมาใช้กับหลายๆ โครงการเป็นการนำร่อง

และพบว่าการทำงานของเทคโนโลยีเหล่านี้มีประสิทธิภาพก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปอย่างน่าทึ่ง ยกตัวอย่าง LIV-24 นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการดูแลความปลอดภัยและจัดการระบบวิศวกรรมอาคารเต็มรูปแบบ เรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงแห่งแรกของวงการอสังหาฯ ไทย ที่พลัสฯ และแสนสิริ ได้นำมาใช้นั้นสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในหลายด้าน

โดยเฉพาะมิติของความปลอดภัยแบบ 360 องศา เช่น การนำ AI มาใช้ร่วมกับกล้อง CCTV และทำการเชื่อมต่อระบบกล้อง CCTV ไปยังห้องควบคุมส่วนกลางด้วย IoT การทำงานของกล้อง CCTV ที่ผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง AI และ IoT นั้น สามารถยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะได้อย่างน่าสนใจ เพราะตัวกล้องไม่เพียงจับภาพเท่านั้น

แต่ยังสามารถวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของภาพที่กล้องจับไว้ด้วย AI และหากพบว่าภาพเหล่านั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น สามารถมอนิเตอร์จับภาพกลุ่มควันทั้งในและนอกโครงการ เช่น กลุ่มควันจากไฟไหม้ทุ่งหญ้าภายนอกที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับรั้วโครงการ

หรือ มีคนขึ้นไปยังดาดฟ้าและยืนอยู่ในบริเวณจุดเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายระบบ AI และ IoT จะทำงานร่วมกันและส่งสัญญาณไปให้ผู้ที่คอยมอนิเตอร์ที่ศูนย์ควบคุมในส่วนกลาง สามารถประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่หน้างาน และตัดสินใจระงับเหตุไม่คาดคิดได้อย่างทันท่วงที

หรือแม้แต่เทคโนโลยีอื่น เช่น Digital Fence ที่ติดตั้งบริเวณแนวรั้วโครงการที่มีระบบตรวจจับการบุกรุกในแนวรั้วและสามารถเชื่อมต่อกับระบบของ LIV-24 เพื่อให้อยู่ในการดูแลของศูนย์ควบคุมจากส่วนกลางได้ตลอด 24ชั่วโมงเช่นกัน

ซึ่งข้อดีของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนี้ทำให้งานบริการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปได้ไกลกว่าที่คิด เช่นในบางครั้งมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในจุดบอด หรือการเกิดควันไฟในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเรื่องนี้เคยมีเคสเกิดขึ้นจริงแล้ว และระบบก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้สามารถระงับควบคุมเหตุได้ด้วยดี

LIV-24 ยังถูกนำมาใช้กับการดูแลระบบวิศวกรรมอาคารภายในที่คนไม่สามารถเข้าถึงตรวจสอบได้ เช่น แรงสั่นสะเทือนที่มนุษย์เรายังมีขีดจำกัดมีความสามารถในการรับรู้แรงสั่นสะเทือนในระดับต่ำๆ ไม่ได้

แต่ระบบตรวจจับที่มี Censor มี AI และ IoT สามารถเข้ามาช่วยการทำงานของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เครื่องจักรมีปัญหา มีการสั่นสะเทือนระบบก็จะตรวจจับได้และแจ้งเตือนได้อย่างแม่นยำ

ซึ่งระบบเหล่านี้แม้เป็นเรื่องเบื้องหลังที่ผู้อยู่อาศัยอาจไม่มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิด แต่หากเกิดความผิดปกติที่ทำให้ระบบเครื่องจักรเหล่านี้ชำรุด ก็จะส่งผลกระทบด้านการใช้ชีวิตที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยเดือดร้อนได้ เช่น ระบบไฟมีปัญหา น้ำไม่ไหล เป็นต้น

การมีเทคโนโลยีมาช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านงานดูแลโครงการจึงช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเปิดรับเอาข้อดีของเทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจย่อมทำให้การทำงาน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับมาตรฐาน ขยายขีดความสามารถของมนุษย์ให้สามารถดูแลได้อย่างไร้ข้อจำกัดยิ่งในยุคปัจจุบันที่ภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง

หากผู้ประกอบการสามารถสร้างจุดขายที่แตกต่างโดยเฉพาะการมอบความอุ่นใจ ดูแลลูกค้าตลอดทุกช่วงเวลาของการอยู่อาศัย ตลอด 24 ชั่วโมง

ก็จะทำให้สามารถก้าวสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจบริการได้ไม่ยากครับ