รู้จักบ้านของเรามากขึ้นด้วย 5G

วันที่ 20 ส.ค. 2563 เวลา 13:42 น.
รู้จักบ้านของเรามากขึ้นด้วย 5G
คอลัมน์ Property Digest

โดย อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (www.plus.co.th)

การเกิดขึ้นของ 5G และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการอยู่อาศัยไปสู่ Smart Living นั้น ผมเคยได้หยิบยกประเด็นนี้มาเล่าสู่กันฟังบ่อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่าไปในมุมของการอำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยภายในบ้านให้สะดวกสบายขึ้น

เช่น การมีระบบควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านแม้เราไม่ได้อยู่บ้าน การใช้เซ็นเซอร์ควบคุมการทำงานของปั๊มน้ำ หรือแม้กระทั่งการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการใช้ AI และ Internet of Thing (IoT) ผสมผสานกัน วันนี้ 5G ได้ถูกนำมาใช้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ไกลกว่านั้น ด้วยการเชื่อมต่อเข้าไปในรายละเอียดของส่วนประกอบบ้าน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้รู้จักกับบ้านของตัวเองมากยิ่งขึ้น

โดยปกติแล้วผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเลือกซื้อที่อยู่อาศัยก็ไม่ได้พิจารณาลงลึกไปถึงวัสดุก่อสร้าง บ้านที่เราอยู่นั้นใช้วัสดุทำหลังคาจากแบรนด์ไหน ใช้ผนังกันเสียงของผู้ผลิตรายใด องค์ประกอบของบ้านหนึ่งหลังวัสดุแต่ละชิ้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและมีอายุการใช้งานเท่าไหร่

เมื่อเกิดการชำรุดเสียหายเราจะสามารถซื้อได้จากที่ใด เราไม่เคยทราบมาก่อน แต่นับจากการมา ของ 5G พฤติกรรมผู้ซื้อบ้านอาจจะเปลี่ยนไป เพราะปัจจุบันมีผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่ได้นำเอาเทคโนโลยี IoT เข้าไปใส่ไว้ในวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้บ้านยุคใหม่มีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น สามารถแจ้งเตือนเมื่อมีปัญหาต่างๆ เช่น เมื่อเกิดหลังคารั่วซึม หรือผนังบ้านมีปัญหาที่จุดใด ระบบก็จะทำการแจ้งเตือนทันที

รวมถึงยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนอุปกรณ์หรืออุปกรณ์ใกล้ครบอายุการใช้งาน ดังนั้นการเชื่อมต่อสัญญาณ 5G เข้าสู่วัสดุภายในบ้าน ก็จะช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถตรวจเช็คและวางแผนด้านการเงินสำหรับการปรับเปลี่ยนและซ่อมแซมวัสดุของตัวบ้าน อีกทั้งยังหมดปัญหาเรื่องการสืบค้นหาแหล่งผลิตวัสดุแต่ละชนิดอีกด้วย

การเข้ามามีบทบาทของ 5G ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากการเชื่อมต่อระบบ AI และ IoT สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับผู้อยู่อาศัยได้อย่างน่าสนใจ ผู้ประกอบการเองก็ได้มีการปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่กันทั่วโลก

โดยจะเห็นได้จากข้อมูลขององค์กรโทรคมนาคม ระดับโลก GSMA (Global System for Mobile Communications) ประเมินว่าอุปกรณ์ IoT ทั้งด้าน Consumer IoT และ Industrial IoT ทั่วทั้งโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 9.1 พันล้านอุปกรณ์ในปี 2561 เป็น 25.2 พันล้านอุปกรณ์ในปี 2568 หรือเติบโตสูงถึงเฉลี่ยปีละ 16% โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Smart Building และ Smart Home นี่จึงเป็นสัญญาณว่าตลาดที่อยู่อาศัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะยังคงคึกคักจากการถูกกระตุ้นด้วยลูกเล่นใหม่ๆจาก 5G ซึ่งจะดึงดูดให้ผู้ซื้อเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ จาก Smart Home ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ท้าทายของผู้ประกอบการอย่างมาก

แม้เรื่อง Smart Home จะเป็นสิ่งที่เราเริ่มมีมาอยู่แล้ว แต่การมาของ 5G จะเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เร็ว แรง และมีสเถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถต่อยอดพัฒนาระบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนการอยู่อาศัยในบ้านยุคใหม่ให้อัจฉริยะมากขึ้น

รวมถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของสุขอนามัย เทคโนโลยีไร้สัมผัส (Touchless) อาทิ เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงโครงการ ซึ่งลูกบ้านสามารถระบุรายละเอียดของผู้ที่จะมาติดต่อ เช่น ชื่อและเลขทะเบียนรถหรือเวลาที่จะเดินทางมาถึง ผ่าน Visitor Pass ใน Home Service Application ซึ่งจะส่ง QR Code เพื่อให้ผู้มาติดต่อสามารถสแกนเข้า-ออกโครงการ ได้ด้วยตัวเองในรูปแบบ E-Stamp เพื่อความปลอดภัยทั้งในส่วนของการลดสัมผัสและการเก็บบันทึกข้อมูลผู้มาติดต่อในระบบที่นิติบุคคลสามารถติดตามตรวจสอบได้ รวมถึงควบคุมการเข้าพื้นที่ส่วนกลาง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการแจ้งเตือนเมื่อมีคนหรือสัตว์ปีนกำแพงรั้ว หรือมีคนเข้าไปในจุดเสี่ยงของอาคาร รวมถึงสามารถแจ้งเตือนเมื่อระบบเครื่องใช้ไฟฟ้ามีปัญหา การแจ้งเตือนเมื่อการอยู่อาศัยของผู้สูงวัยเกิดความผิดปกติ เช่น หกล้ม ไม่เพียงเท่านี้ 5G จะยังทำให้ Smart Home สามารถเชื่อมต่อไปสู่การดูแลสุขภาพของผู้อยู่อาศัย

เช่น การวิเคราะห์คุณภาพอากาศ การเชื่อมต่อระหว่าง Smart Watch กับเครื่องปรับอากาศเพื่อให้ทำงานสอดคล้องกันให้ผู้อยู่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การพักผ่อนมากที่สุด เป็นต้น เรียกได้ว่าดูแลครบทุกขั้นตอนการใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างอัจริยะ ช่วยลดภาระการจัดการภายในบ้านของผู้คนยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บทความแนะนำ