เปลี่ยนความกังวลเรื่องความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย ด้วยการจัดการจากนิติบุคคลมืออาชีพ

วันที่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 11:01 น.
เปลี่ยนความกังวลเรื่องความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย ด้วยการจัดการจากนิติบุคคลมืออาชีพ
คอลัมน์ Property Digest (Post Today Online)

ความปลอดภัยนับเป็นปัจจัยสำคัญในโครงการที่อยู่อาศัย เพราะหากเราละเลย ก็อาจจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยจึงเป็นที่ต้องการของตลาดรวมถึงมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าให้งานบริการได้อย่างมีนัยสำคัญ

ยกตัวอย่างเช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเรื่องของที่อยู่อาศัย หากคนซื้อบ้านต้องอยู่อาศัยอย่างวิตกกังวล ย่อมทำให้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างไม่มีความสุข ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับการสำรวจของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่พบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์มี 5 ปัจจัย

ประกอบด้วย 1.ระบบรักษาความปลอดภัยและสุขภาพ 2. ทำเล 3. ความคุ้มค่า 4. บริษัทผู้พัฒนาโครงการ และ 5. การออกแบบพื้นที่ใช้สอย

และจากการสำรวจนี้ยังพบว่า ปัจจัยด้านความปลอดภัยที่คนเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญ จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ คือ 1.กล้อง CCTV ครอบคลุมทั้งโครงการ 2.มีระบบคีย์การ์ด 3.มีระบบแจ้งเตือนการบุกรุก 4.มีระบบประตูล็อกดิจิทัล และ 5.มีรปภ.ตรวจตรา 24 ชั่วโมง

และที่สำคัญ ผลสำรวจพบว่าความต้องการด้านความปลอดภัยของผู้ซื้อนี้จะมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ควบคู่กับการสำรวจตรวจตราของรปภ.ตลอด 24 ชั่วโมง

โจทย์นี้จึงเป็นความท้าทายของนิติบุคคลหรือผู้บริหารจัดการที่อยู่อาศัยที่ถึงเวลาต้องพัฒนาการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุด พลัสฯ

ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยก็ต้องยกระดับงานรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยวิธีที่พลัสฯนำมาใช้ก็คือ การคิดกังวลแทนลูกบ้าน โดยการเอาใจของเราไปอยู่ในบทบาทเดียวกับลูกบ้านแล้วคิดว่าหากเราเป็นลูกบ้านเราจะมีความกังวลเรื่องใดบ้าง

ซึ่งก็พบว่า เรื่องที่ลูกบ้านมีความกังวลนั้น มีอยู่ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.กังวลเรื่องความปลอดภัยจากคนแปลกหน้าที่เข้ามาในโครงการ 2.กังวลเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ระบบน้ำ-ไฟ ระบบท่อตัน-ซึม หรือเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์หมด น้ำมันหมด ของหาย 3. เรื่องการบุกรุกหรือสัตว์ดุร้ายเล็ดลอดรั้วเข้ามา 4. เรื่องเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ป่วยหนักหรือมีอุบัติเหตุ และ 5. ความกังวลจากการอยู่คนเดียว การไม่รู้จักสถานที่โดยรอบโครงการ เป็นต้น

ดังนั้นหากเราคิดกังวลแทนลูกบ้านได้แล้ว เราก็จะทราบถึงทิศทางในการจัดการด้านงานรักษาความปลอดภัย เพื่อดูแลไม่ให้เกิดความกังวลกับลูกบ้านอีกต่อไป

จากความกังวลทั้งหมด หากผู้ให้บริการสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ร่วมกับการมีบุคลากรมืออาชีพ ก็จะช่วยให้งานรักษาความปลอดภัยมีความล้ำสมัยและปิดจุดที่เป็นความกังวลของลูกบ้านได้ เช่น การยกระดับกล้อง CCTV ธรรมดาให้กลายเป็น VDO Analytics ที่สามารถตรวจจับวิเคราะห์ความผิดปกติด้วย AI และสามารถแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ไปยังเจ้าหน้าที่ควบคุมได้ หรือการทำระบบ QR Code ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้รปภ.สแกนทุกครั้งที่มีการเดินตรวจตราก็จะทำให้ผู้ควบคุมสามารถตรวจสอบการทำงานของรปภ.ได้

หรือยังสามารถนำเทคโนโลยีระบบเซนเซอร์มาติดตั้งโดยรอบรั้วของโครงการเพื่อส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีการบุกรุกแนวรั้วหรือมีสัตว์ร้ายเล็ดลอดเข้ามานอกจากนี้ด้านความปลอดภัยของระบบวิศวกรรมอาคาร เช่น ระบบน้ำระบบไฟ ระบบลิฟต์ ระบบป้องกันอัคคีภัย ก็มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัยในโครงการเช่นกัน

หากมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น IoT Facility Management ที่สามารถสังเกตการณ์ระบบจากศูนย์ควบคุมส่วนกลางได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ระบบต่างๆเกิดเหตุชำรุดเสียหายก่อน ก็จะเป็นการช่วยป้องกันก่อนเกิดเหตุ สามารถตรวจจับสัญญาณความผิดปกติและเข้าควบคุม แก้ไขก่อนมีความเสียหายได้

ซึ่งในส่วนนี้ก็จะช่วยทั้งเรื่องการลดค่าซ่อมแซมครั้งใหญ่ และยังช่วยให้การใช้น้ำใช้ไฟของลูกบ้านสามารถดำเนินไปได้ดีไม่มีสะดุดผู้พักอาศัยสามารถใช้ชีวิตประจำวันในโครงการได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

และที่สำคัญระบบเหล่านี้สามารถเชื่อมไปยังศูนย์ควบคุมและสั่งการจากส่วนกลางเพื่อให้สามารถมอนิเตอร์ด้านงานรักษาความปลอดภัยทั้งทางกายภาพและงานระบบให้มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากการดำเนินการดูแลความปลอดภัยตามมาตรฐานของงานนิติบุคคลแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยลดความกังวลใจด้านการอยู่อาศัยของลูกบ้านยังเป็นเรื่องของการใส่ใจเล็กๆน้อยๆ ของพนักงาน เช่น การช่วยเหลือเรื่องทั่วไป ช่วยถือของที่ลูกบ้านหิ้วพะรุงพะรัง

ช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลให้ความช่วยเหลือลูกบ้านผู้สูงวัยและเด็กเล็กในบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง หรือแม้แต่การช่วยเข็นรถการรีบแจ้งลูกบ้านถึงสิ่งปกติที่พบ เช่น ยางรถแบน ก็เป็น Service-minded ในการดูแลผู้พักอาศัยที่ช่วยสร้างความอุ่นใจได้เช่นกัน

ดังนั้นหากโครงการใดสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะช่วยคลายความกังวลของลูกบ้าน และสร้างความอุ่นใจในการอยู่อาศัยตลอด 24 ชั่วโมงก็ย่อมนำมาซึ่งความสุขของผู้อยู่อาศัยตลอด 365 วัน ไม่ว่าจะวันทำงานหรือวันหยุดยาว ก็สามารถอุ่นใจว่าได้ฝากบ้านไว้กับผู้ดูแลโครงการมืออาชีพครับ

บทความแนะนำ