วิกฤตโควิด-19 อย่ามองข้ามความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย

วันที่ 06 พ.ค. 2563 เวลา 15:50 น.
วิกฤตโควิด-19 อย่ามองข้ามความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย
คอลัมน์ Property Digest

การเตรียมความพร้อมในทุกด้านนั้นย่อมถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในการรับมือเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวอย่างในปีนี้ โดยเฉพาะการระบาดของ COVID – 19 และการขอความร่วมมือให้พวกเราออกจากบ้านน้อยลง

ตลอดจนการทำงานที่บ้าน เพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing และเมื่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป การเตรียมพร้อมรับมือความปลอดภัยสำหรับที่อยู่อาศัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้

เพราะหากผู้คนได้อาศัยอยู่ในบ้านที่สามารถสร้างความอุ่นใจแก่ผู้อยู่อาศัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ย่อมนำมาซึ่งผลดีต่างๆ มากมาย หากไม่นับรวมเหตุการณ์การระบาดของ COVID – 19 นั้น ลักษณะการอยู่อาศัยของผู้คนในปัจจุบันส่วนใหญ่ช่วงกลางวันวัยทำงานก็ต้องใช้ชีวิตประจำอยู่ที่สำนักงาน จะมีเพียงเด็กเล็กและผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน

ดังนั้นหากเราได้อาศัยอยู่ในบ้านที่สามารถสร้างความอุ่นใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ย่อมนำมาซึ่งผลดีต่างๆ มากมาย ฉะนั้น การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงจึงสำคัญมาก

อย่างไรก็ตามการที่จะสร้างความปลอดภัยให้ที่อยู่อาศัยได้ตลอด 24 ชั่วโมงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความคาดหมาย เพราะปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เกี่ยวกับงานด้านรักษาความปลอดภัยในโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวหรือแนวสูงอย่างคอนโดมิเนียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอยกตัวอย่างจากการดูแลบริหารโครงการที่พักอาศัยของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 200 โครงการ ก็ได้มีการร่วมกับแสนสิริ นำเทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพการให้บริการภายใต้ชื่อ LIV-24 เทคโนโลยีสังเกตการณ์ระบบรักษาความปลอดภัยและบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารด้วยการควบคุมจากส่วนกลางแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้วยการมอร์นิเตอร์ผ่าน CCTV ANALYTICS ที่สามารถวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของเหตุการณ์ต่างๆ และ REAL-TIME GUARD TOUR ที่ใช้ในการตรวจสอบสถานะการเดินตรวจตามจุดของ รปภ. ในทุกจุดที่เดินตรวจสอบ

ทำให้ผู้ควบคุมจากส่วนกลางสามารถทราบการเดินตรวจแบบเรียลไทม์, รวมไปถึง DIGITAL FENCE หรือ รั้วดิจิทัลที่จะมีการรับสัญญาณแจ้งเตือนการบุกรุกจากโครงการแนวราบ เพื่อส่งต่อมายัง LIV-24 นอกจากนี้ ยังมีระบบเชื่อมโยงเทคโนโลยีจัดการระบบระบบวิศวกรรมส่วนกลาง (IOT FACILITY MANAGEMENT)

สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่สามารถตรวจสอบได้ถึงระยะการใช้งานและเวลาในการซ่อมแซมของอุปกรณ์ รวมถึงระบบสัญญาณจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สัญญาณอัคคีภัยที่เชื่อมต่อและแจ้งเตือนไปยังส่วนกลาง ทีมงานจะตรวจสอบและประสานไปยังโครงการให้ดำเนินการแก้ไขและควบคุมป้องกันได้ทันท่วงที

รวมถึงการแจ้งเตือนสถานะและเหตุขัดข้องในระบบวิศวกรรมในอาคาร เช่น ปั๊มนํ้าไม่ทำงาน ไฟฟ้าดับ ลิฟต์ค้าง และในอนาคตยังมีการพัฒนาไปถึงการแจ้งเตือนเมื่อเกิดน้ำรั่วมีอัตราการไหลของน้ำผิดปกติ และแจ้งเตือนเมื่อมีแรงดันไฟฟ้าสูงหรือต่ำกว่าค่าปกติ (ไฟรั่ว, ไฟเกิน)

ขณะเดียวกันในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางในโครงการบ้านเดี่ยว และ ทาวน์โฮม ก็สามารถนำเทคโนโลยีมาจัดการระบบวิศวกรรมส่วนกลางได้เช่นกัน ทั้งระบบไฟฟ้าและการใช้น้ำส่วนกลาง เครื่องปรับอากาศในห้องสโมสรของโครงการ หรือ สถานะการทำงานของปั๊มสระว่ายน้ำและคุณภาพของน้ำในสระว่ายน้ำ

นอกจากนี้ในอนาคตยังสามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้าไปถึงในส่วนของบ้านพัก ที่สามารถแจ้งเตือนเมื่อเกิดน้ำรั่ว มีอัตราการไหลของน้ำผิดปกติ และเมื่อมีไฟรั่วหรือไฟเกิน เพื่อดูแลความปลอดภัยทั้งในบริเวณส่วนกลางและในส่วนของที่พักอาศัยด้วย ซึ่งการมีศูนย์ควบคุมที่มีผู้สังเกตการณ์ได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้การดูแลความปลอดภัยในที่อยู่อาศัยนอกจากจะมีประสิทธิภาพแล้ว สิ่งสำคัญก็คือช่วยให้สามารถป้องกันก่อนเกิดเหตุได้

เพราะระบบต่างๆ สามารถตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนได้ทันทีเมื่อมีความเสี่ยงทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าระงับเหตุได้ทันก่อนบานปลายจนเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นได้ เช่นเคยมีเหตุการณ์ที่ระบบ IOT FACILITY MANAGEMENT สามารถตรวจจับระดับน้ำที่เพิ่มระดับผิดปกติใกล้บริเวณห้องเครื่องจักร

ศูนย์ควบคุมจากส่วนกลางจึงได้ประสานแจ้งช่างเข้าตรวจสอบและแก้ไขก่อนลุกลามจนทำให้ระบบเครื่องจักรเสียหาย ซึ่งสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดมูลค่าความเสียหายได้กว่า 600,000 บาท หรือ CCTV ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวบริเวณพื้นที่เสี่ยงริมสระว่ายน้ำ จึงมีการเฝ้าระวังจากศูนย์ควบคุมและประสานไปยังโครงการ เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวัง จึงสามารถป้องกันเด็กเล็กให้ปลอดภัย ไม่ให้คลาดสายตาหรือเกิดอุบัติเหตุใกล้สระว่ายน้ำได้

จะเห็นได้ว่าหากเรานำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ งานด้านการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัย ให้สามารถสังเกตการณ์และควบคุมระงับปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ สร้างประสิทธิภาพที่แม่นยำและเชื่อถือได้เกิดความผิดพลาดน้อย

รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่พนักงานให้สามารถทำงานเชื่อมโยงกับส่วนกลางได้อย่างบูรณาการสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีแบบเรียลไทม์