ส่องบ้านอัจฉริยะ ไฮเทคที่จับต้องได้

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 12:48 น.

ส่องบ้านอัจฉริยะ ไฮเทคที่จับต้องได้

ผ่านมาครึ่งทางของไตรมาสแรกปี 2562 การแข่งขันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดูจะคึกคักได้ต่อเนื่องจากปลายปีก่อน มีการเปิดแผนธุรกิจและกลยุทธ์รุกตลาดปีหมูกันแบบระมัดระวัง มีการปรับเซ็กเมนต์หันมาเจาะตลาดที่ตนเองชำนาญไปพร้อมกับการชูนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคนอกเหนือจากทำเลที่ชอบโปรดักต์ที่ใช่ และสำคัญคือราคาที่กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้

สำหรับแนวโน้มหรือเทรนด์ที่อยู่อาศัยยังคงเน้นเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยมาอันดับต้นๆ ขณะที่ความห่วงใยในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดที่มีการลงทุนนำไฮเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมาใช้ในการให้บริการกันมากขึ้น เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าและเสริมการแข่งขันในตลาด

อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ เปิดเผยว่า บริษัทมองเห็นเทรนด์และความต้องการในการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปของคนยุคปัจจุบัน ที่มีความตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น นอกเหนือจากเรื่องอินโนเวชั่นที่จะมุ่งเน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัย สำหรับปีนี้ยังคงเดินหน้าวิสัยทัศน์ For Greater Well-Being สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อต่อยอดกลยุทธ์ Green & Well-Being ในทุกโครงการใหม่ทั้งแนวราบและสูงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนพัฒนาบ้านปลอดฝุ่น หรือ Dust-FreeHouse ภายในปีนี้ เพื่อเป็นการร่วมแก้ปัญหามลภาวะและฝุ่นละออง PM2.5 โดยนวัตกรรมมีจุดเด่นนอกจากป้องกันอากาศสกปรกจากภายนอกแล้ว ยังจะมีการส่งอากาศภายนอกที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรคเข้าไปในห้องอย่างต่อเนื่อง เป็นการไล่อากาศเก่าออกไป อากาศใหม่ช่วยเพิ่มออกซิเจน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังผ่านการลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมโลกในทุกขั้นตอน

ขณะที่ พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ปีนี้นอกจากจะปรับโครงสร้างให้สอดรับภาวการณ์ตลาดแล้ว บริษัทเน้นในเรื่องความเข้าใจลูกค้าทุกกลุ่มธุรกิจพร้อมต่อยอดผ่าน 2 เรื่อง คือ Smart Products พัฒนาสินค้าฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้นโดยนำสมาร์ทเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเติมเต็ม และ Excellenct Services มอบบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ จากเซอร์วิสแอพพลิเคชั่น Butler ที่รวบรวมทุกงานบริการเอาไว้อย่างครบวงจร

ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าบ้านอัจฉริยะยังคงเป็นเทรนด์ที่ดีเวลอปเปอร์ไทยใช้เป็นเครื่องมือในการทำตลาด โดยสมาร์ทโฮมจะมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนมีความสะดวกสบายและตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยให้เห็นได้ชัดมากขึ้น และในระยะเวลาอันสั้นราคาของอุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถจับต้องได้มากขึ้นเช่นกัน

ส่วน 4 เทรนด์หลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดบ้านอัจฉริยะทั่วโลกรวมถึงในไทยด้วย ได้แก่ การบำรุงรักษาแบบคาดคะเน หมายถึงการติดตั้งระบบที่สามารถมอนิเตอร์หน้าจอดูการเปลี่ยนแปลงของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านได้ตลอดเวลา เพื่อแจ้งเตือนให้ทำความสะอาดในบริเวณที่เริ่มสกปรกและมีฝุ่น ซึ่งการติดตั้งระบบดังกล่าวนี้ช่วยให้ลดปัญหาการซ่อมบำรุงลง เพราะสามารถรู้สถานะก่อนที่เครื่องใช้ต่างๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือรอการแก้ไข

นอกจากนี้ การสั่งงานด้วยเสียงจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย เพราะมีความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งบริษัทวิจัยตลาดชื่อดัง Comscore ได้ประเมินตัวเลขว่าในปี 2563 จะมีการใช้งานด้วยเสียงทั่วโลกถึง 50%

ขณะที่เทรนด์ที่เกิดจากการคาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรมด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ทั้งนี้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมจะช่วยจัดกลุ่มและจัดระบบเป็นไทม์ไลน์ในการทำงาน เช่น หากเจ้าของบ้านขับรถเข้าถึงซอยบ้านอาจจะมีการแจ้งเตือนมาทางสมาร์ทโฟนว่าเจ้าของบ้านมีความต้องการที่จะเปิดไฟหน้าบ้านและเปิดเครื่องปรับอากาศในพื้นที่ที่คาดว่าจะถูกใช้งาน รวมไปถึงเตรียมเปิดรายการทีวีที่ชื่นชอบรอไว้ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถทำกิจวัตรที่ต้องการได้ทันทีที่เข้ามาถึงบ้าน

พร้อมกันนี้ การเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่จากประเทศจีนจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่ายในราคาที่จับต้องได้ยิ่งขึ้น เช่น Xiaomi และ Alibaba ที่ต่างมีอุปกรณ์ไฮเทคมากมายวางขายในท้องตลาด โดยสินค้าส่วนใหญ่มีราคาเพียงหลักร้อยหรือหลักพัน ทำให้ตลาดสมาร์ทโฮมทั่วโลกคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ดาต้า คอร์ปอเรชั่น (IDC) สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าภายในปี 2565 จำนวนของอุปกรณ์สมาร์ทโฮมของโลกจะเติบโตไปถึงราว 1,300 ล้านเครื่อง จากปี 2561 มีประมาณ 644 ล้านเครื่อง หรือเติบโตประมาณ 31% จากปีก่อนหน้า

สำหรับประเทศไทยกระแสบ้านอัจฉริยะเริ่มจากการค่อยๆ เข้ามาจับลูกค้าชนชั้นกลางที่มีรายได้และมีกำลังซื้อ ความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างเจ้าของเทคโนโลยีกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมกันสร้างโครงการที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ รวมไปถึงพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อดูแลระบบเพื่อใช้ในการดูแลภายในโครงการและในบ้าน

ขณะที่ผลสำรวจข้อมูลผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 7,701 ตัวอย่าง พบว่าสมาร์ทโฮมจะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญมากขึ้น ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ในอนาคต บ้านอัจฉริยะจะกลายเป็นนิวนอร์มอล ซึ่งจะเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ถูกนำมาใช้มากขึ้นในตลาดที่อยู่อาศัยของไทย อุปกรณ์สมาร์ทโฮมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ