ส่องทำเลนวมินทร์ ตลาดทาวน์โฮมฮอต

วันที่ 14 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.
ส่องทำเลนวมินทร์ ตลาดทาวน์โฮมฮอต
เรื่อง อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

อสังหาริมทรัพย์แนวราบไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือบ้านแฝด เป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องไม่หวือหวาเหมือนที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมซึ่งสวิงขึ้นลงตามเศรษฐกิจ โดยจะเห็นดีเวลอปเปอร์เบอร์ต้นๆ ของธุรกิจอสังหาฯ หันมาจับตลาดกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นในทุกเซ็กเมนต์ที่มองเห็นถึงโอกาส เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและรักษาพอร์ตรายได้ขององค์กร

สำหรับทำเลนวมินทร์เป็นอีกหนึ่งทำเลศักยภาพที่ได้รับความสนใจจากนักพัฒนาอสังหาฯ เพราะอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล (แคราย-ลำสาลี) พาดผ่าน ซึ่งจะเสริมโครงข่ายและเชื่อมต่อรถไฟฟ้าอีก 2 สาย คือ สายสีเหลืองและสายสีส้มในบริเวณใกล้เคียงและใกล้ทางด่วน รามอินทรา-อาจณรงค์ และวงแหวนกาญจนาภิเษก

อีกทั้งยังรายล้อมไปด้วยสถานีสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นใกล้ศูนย์การค้าและแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ เซ็นทรัลเฟสติวัลอีสต์วิลล์ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ คริสตัล พาร์ค เดอะ วอล์ค เกษตรนวมินทร์ เดอะมอลล์บางกะปิ แฟชั่นไอส์แลนด์ และใกล้สถานศึกษาและโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โรงเรียนเลิศหล้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสตรีวิทยา 2 โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล นวมินทร์ โรงพยาบาลเวชธานี เป็นต้น

ในด้านตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้น จะพบว่ามีโครงการทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม เปิดตัวใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่ด้วยความต้องการโดยเฉพาะกลุ่มเรียลดีมานด์ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้แต่ละโครงการมียอดขายสูงเฉลี่ยมากกว่า 95%

ขณะที่สอดคล้องกับดัชนีราคาที่อยู่อาศัยตลอด 10 ปี แม้ดัชนีราคาคอนโดมิเนียมจะเพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ซึ่งสูงกว่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่ค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้การที่ดัชนีราคาของบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ยังไม่สูงมาก ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อได้ง่ายกว่าคอนโดและกลุ่มลูกค้าที่ซื้อจะเป็นเรียลดีมานด์

ธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า บริษัทมองเห็นศักยภาพบนทำเลดังกล่าวที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งอยู่ใกล้สถานีขนส่งมวลชนระบบราง ขณะที่ซัพพลายตลาดแนวราบย่านนวมินทร์ตั้งแต่ช่วงถนนนวมินทร์ตอนต้น คือ สี่แยกบางกะปิ-ถนนประเสริฐมนูกิจ ในรัศมี 3 กิโลเมตร ตั้งแต่ปี 2556-2561 พบว่ามีทั้งหมด 11 โครงการ ซึ่งมี 5 โครงการที่ขายหมดแล้วและอีก 6 โครงการที่อยู่ระหว่างการขายเป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 โครงการ และทาวน์โฮม 4 โครงการ ซึ่งมีซัพพลายสะสมทั้งหมด 2,551 ยูนิต โดยในส่วนของทาวน์โฮมมีอัตราการขายไปแล้วกว่า 95% ดังนั้นบริษัทจึงได้พัฒนาโครงการแนวราบเป็นโครงการแรกในกรุงเทพฯ

ด้านแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัว 7 โครงการ มูลค่ารวมราว 1.67 หมื่นล้านบาท เป็นคอนโด 6 โครงการ มูลค่ารวม 1.53 หมื่นล้านบาท เน้นทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีเขียวที่เปิดให้บริการ และมีโครงการแนวราบ 1 โครงการ ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการแนวราบแห่งแรกซึ่งเป็นโครงการที่ 17 ภายใต้ชื่อ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ ตั้งอยู่ในซอยนวมินทร์ 85 บนพื้นที่โครงการกว่า 33 ไร่ จำนวน 308 ยูนิต มูลค่า 1,400 ล้านบาท ราคาเริ่มที่ 2.79 ล้านบาท

ในส่วนของโครงการนี้เป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่ม 21 ตารางวา (ตร.ว.) พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 180 ตารางเมตร (ตร.ม.) พัฒนาภายใต้แนวคิด “XL สเปซ XL ความสุข” ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง บริษัทเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ก.พ.นี้ สำหรับเฟสแรก 100 ยูนิต ปัจจุบันมียอดจองสิทธิแล้ว 220 ราย ทั้งนี้มีจำนวนยูนิตที่สร้างเสร็จแล้ว 150 ยูนิต คาดว่าจะเริ่มโอนได้ไตรมาส 2 ของปีนี้ พร้อมตั้งเป้าปิดการขายทั้งโครงการได้ภายใน 2-2 ปีครึ่ง

ธนากร กล่าวว่า บริษัทมองว่าตลาดแนวราบมีการแข่งขันสูงแต่มีโอกาสเติบโต เพราะเป็นตลาดของกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและตลาดทาวน์โฮม 3 ชั้นเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจและเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในปัจจุบันที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ในอนาคต เนื่องจากราคาที่ดินมีการปรับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 2 ปีปรับขึ้น 30% ราคาที่ดินในซอยต่อ ตร.ว.อยู่ที่ราว 6 หมื่นบาท ส่วนติดถนนอยู่ที่กว่า 1 แสนบาท/ตร.ว. แต่ถ้าข้ามฝั่งไปเกษตนวมินทร์ราคามากกว่า 3 แสนบาท/ตร.ว.

ทั้งนี้ การที่บริษัทหันมาจับกลุ่มตลาดนี้เพราะมั่นใจในกำลังซื้อและศักยภาพของทำเล อีกทั้งโปรดักต์ที่โดดเด่นในเรื่องของฟังก์ชั่น พื้นที่การใช้สอยที่ให้มากกว่าและราคาที่เหมาะสมทำให้ภาพรวมถูกกว่า 20% เมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป ซึ่งโซนนี้บ้านทาวน์โฮม 3 ชั้น พื้นที่ 19 ตร.ว. ราคา 4-6 ล้านบาท ส่วนทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ 16-18 ตร.ว. ราคา 3-3.2 ล้านบาท

นอกจากนั้น ตลาดแนวราบที่เป็นบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายพร้อมโอนจะช่วยลดความเสี่ยง เพราะผู้ซื้อต้องมีความพร้อมอีกทั้งส่วนใหญ่เป็นการซื้อเป็นบ้านหลังแรก จึงไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการแอลทีวีของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ อย่างไรก็ดีบริษัทยังมองโอกาสในพัฒนาโครงการแนวราบในทำเลอื่นๆ ปีนี้ตั้งงบซื้อที่ดินราว 4,000-5,000 ล้านบาท แบ็กล็อก 6,800 ล้านบาท มีสต๊อกพร้อมขายมูลค่าราว 400-500 ล้านบาท คาดจะทยอยระบายไตรมาสแรกน่าจะหมด