จัดสรรคลังสินทรัพย์ กับ 4 ผู้จัดการกองทุนอินเตอร์

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

จัดสรรคลังสินทรัพย์ กับ 4 ผู้จัดการกองทุนอินเตอร์

เรื่อง...วารุณี อินวันนา 

ช่วงนี้นักวิเคราะห์ทั้งไทยและต่างประเทศต่างก็ออกบทวิเคราะห์ถึงทิศทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน ตลาดเงินในปี 2562 ออกมามากแล้ว ทำให้เห็นภาพเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าปีหน้าขาลง

โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่เพราะนักลงทุนต่างประเทศถอนเงินลงทุนออก รวมถึงไทยที่ต่างชาติขายออกตลอด 5 ปีที่ผ่านมาร่วม 6 แสนล้านบาท เพราะพาเงินหลบภัยสงครามการค้าเข้าไปพักที่สหรัฐอเมริกา

แต่อย่าเพิ่งท้อ เพราะในวิกฤตยังมีโอกาส นักลงทุนรายย่อยๆ อย่างเรา สามารถสร้างความมั่งคั่งจากเงินก้อนเล็กให้เติบใหญ่ได้ในช่วงเศรษฐกิจขาลง อาจจะไม่ได้สูงแต่ไม่เจ็บตัว หรือถ้าเจ็บตัวก็หายเร็ว

หากสามารถทำตามกลยุทธ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ 4 ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญตลาดต่างประเทศแนะนำได้

จัดสรรคลังสินทรัพย์

มาฟังกองทุน เจพีมอร์แกน โดย เอนีส ตียาสิริ ผู้อำนวยการ บลจ.เจพีมอร์แกน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (JP Morgan Asset Management South East Asia Funds and Institutional) แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนไว้ในหุ้น 60.7% โดยให้เพิ่มหุ้นที่มีความสัมพันธ์กับการขึ้นลงของเศรษฐกิจต่ำ โตได้ด้วยธรรมชาติของธุรกิจ ประกอบด้วย เฮลท์แคร์ โทรคมนาคม สาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน หนทาง ไฟฟ้า น้ำ และหุ้นปันผล เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนก็ยังใช้น้ำใช้ไฟติดต่อสื่อสาร

สำหรับหุ้นปันผล ให้เลือกบริษัทที่มีกระแสเงินสดสูงหรือสภาพคล่องสูง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรักษาความสามารถในการจ่ายปันผลได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาในยามที่เศรษฐกิจขาลง

ลดหุ้นที่มีการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

ส่วนอีก 36.8% ให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ โดยให้เพิ่มตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่มน่าลงทุน ที่ยังให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น และลดการถือครองตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง เพิ่มพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น และถือเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น เพื่อปกป้องพอร์ตไม่ให้ปรับตัวลดลงในช่วงที่ตลาดหุ้นขาลง

สูตรข้างต้นเป็นนโยบายเดียวกับการลงทุนของ บลจ.เจพี มอร์แกน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงนี้

ความเสี่ยงไม่มีพรมแดน

ทั้งนี้ เอนีส มอง 3 ปัจจัยหลักๆ ที่มีผลกระทบต่อตลาดทุนเอเชีย คือ หนึ่ง ค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนของบริษัทในเอเชีย ทุกครั้งที่ค่าเงินดอลลาร์แข็ง ตลาดหุ้นเอเชียจะให้ผลตอบแทนไม่ดี แต่ถ้าค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในเอเชียจะดี

ในปี 2561 มองว่าค่าเงินดอลลาร์จะยังแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เป็นประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุด พันธบัตรสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในขณะนี้ และเป็นประเทศที่เงินลงทุนมีความปลอดภัยสูง (Save Haven) ในยุคที่สงครามการค้ายังเป็นความเสี่ยงหลักของตลาดทุนและเศรษฐกิจทั่วโลก

สอง เศรษฐกิจจีน คิดว่ายังเติบโตได้เกิน 6% เพราะรัฐบาลจะมีตัดภาษีบุคคลลง 3% เพื่อกระตุ้นการบริโภคของประชาชน

สาม ราคาน้ำมัน ซึ่งคงไม่ปรับเพิ่มขึ้นไปมากกว่าปัจจุบัน จะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเอเชียจะต้องเลือกประเทศที่มีการส่งออกมากกว่าการนำเข้า เกินดุลการค้า โดยประเทศที่มีการนำเข้ามากกว่าส่งออก ค่าเงินในประเทศจะอ่อน ทำให้หุ้นติดลบไปด้วย

พอร์ตเปลี่ยนชีวิต

มุมมองของ อาทิตย์ ทองเจริญ รองประธานอาวุโส ตัวแทนประจำประเทศไทย บริษัทจัดการลงทุน ชโรเดอร์ (สิงคโปร์) หรือ Schroder Investment Management (Singapore) กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนยังเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดตลาดทุนและเศรษฐกิจทั่วโลก

ทั้งนี้ แนะนำให้แบ่งเงินออกเป็น 2 ก้อน โดย 55% ลงทุนในตลาดหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้น้ำหนักไปที่สหรัฐอเมริกา แม้เศรษฐกิจจะเข้าสู่ช่วงปลายของการเติบโต แต่มองว่าค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่า และราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง ทำให้ไม่กระทบเงินเฟ้อมากนัก รวมถึงจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงเป็นตลาดที่ยังให้ผลตอบแทนที่ดี และในกลุ่มยุโรปที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวสัดส่วน 45% ลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ที่มีขนาดมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป คิดเป็น 30% ของตลาดหุ้นโลก และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปได้อีก จึงเป็นโอกาสได้ผลตอบแทนสูงในอนาคต เน้นตลาดหุ้นในกลุ่มเอเชียที่พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง โดยเฉพาะจีนที่เป็นตลาดใหญ่ หลีกเลี่ยงประเทศเกิดใหม่กลุ่มยุโรปตะวันออก และลาตินอเมริกา

นอกจากนี้ ราคาหุ้นในตลาดเกิดใหม่ยังมีการปรับตัวลดลงมามาก จากการที่นักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกไป ทำให้มูลค่าหุ้นทางบัญชีปรับลดลง 20% ถือว่าราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับในอดีตและเทียบกับตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว แต่กำไรยังเติบโตได้

“ปีนี้จะมีการปรับอัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดเกิดใหม่ลงอีก ทำให้ตลาดเริ่มกังวล เห็นได้จากเงินเข้าซื้อหุ้นตอนหุ้นตกชะลอตัวลง แต่อัตรากำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สิ่งที่ดีคือความผันผวนลดลง” อาทิตย์ แนะนำ

ขณะที่การปรับพอร์ตของทางบริษัทจัดการเงินลงทุนชโรเดอร์นั้นผู้จัดการกองทุนที่ลอนดอน ได้เพิ่มการซื้อหุ้น โดยภูมิภาคที่เริ่มกลับเข้ามาซื้อคือตลาดหุ้นเกิดใหม่ ลดสัดส่วนหุ้นในสหรัฐอเมริกา และมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น แต่ลดตราสารหนี้กลุ่มให้ผลตอบแทนสูงลง และมองว่าในระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์จะยังคงแข็งค่าก็ให้น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น

หุ้นยังเป็นมงคล

ด้าน ธณาพล อิทธินิธิภัค ผู้อำนวยการ บลจ.แบล็กร็อค รีเทล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (BlackRock Retail Southeast Asia) กล่าวว่า การลงทุนไม่ควรเพิ่มหุ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ควรจะกระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนในระยะสั้นจากสงครามการค้า และช่วยป้องกันเงินลงทุนในช่วงตลาดขาลง ซึ่งจะช่วยให้ผลตอบแทนกลับคืนมาได้เร็วหากสถานการณ์ดีขึ้น

ในส่วนของ BlackRock Retail Southeast Asia ได้มีการปรับพอร์ตมาอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ลงทุน โดยมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นอยู่ในระดับเหนือค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เพราะหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่า โดยมีหุ้นในตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ 20-30% ลดการถือครองตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมีการเพิ่มการถือครองเงินดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีตราสารหนี้เพื่อกระจายสินทรัพย์ในพอร์ตให้มีความหลากหลาย ช่วงนี้แนะนำให้เลือกอายุสั้นๆ คุณภาพสูง และตราสารที่ผูกผลตอบแทนกับอัตราดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วย ช่วยลดผลกระทบและทำกำไรในระยะสั้นได้ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

ปัจจุบัน มี บลจ.หลายแห่งออกกองทุนที่เป็นลองชอร์ตมาให้เลือก จะช่วยปกป้องความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ทำให้พอร์ตไม่ติดลบเมื่อราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลง

เบรกดี ความมั่งมียืนยาว

ในมุมของ ศุภกร ตุลยธัญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ช่วงนี้ถือว่าอยู่ในช่วงสุดท้ายของวัฏจักรหุ้นขาขึ้น การจัดสรรสินทรัพย์หรือกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ ไม่ควรถือหุ้นในพอร์ตเกิน 30% เพราะเวลาที่ตลาดหุ้นตกแรงๆ ซึ่งโดยเฉลี่ยจะลงประมาณ 20% การมีหุ้นในพอร์ต 30% จะช่วยไม่ให้พอร์ตติดลบเกิน 1% ได้

ทั้งนี้ แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะตราสารหนี้ในสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) คาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีไม่น่าจะเกิน 3%

คาดว่าในช่วงกลางปี 2562 เป็นต้นไปพันธบัตรสหรัฐอเมริกาจะเริ่มร้อนแรงมีการเข้าลงทุนมากขึ้น จากการที่ตลาดกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย เพราะผลการสำรวจมุมมองของนักวิเคราะห์ต่อการเข้าสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2563 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงอยู่ที่ 35%

สำหรับตลาดหุ้นไทย อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) อยู่ที่ 14 เท่า แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นถือว่ายังสูง อัตราผลตอบแทนจากตลาดหุ้นและอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลยังอยู่ในระดับกลางๆ หากเทียบกับความเสี่ยง

กลุ่มที่จะเติบโตในปีหน้า คือ พาณิชย์ จากการขยายสาขาของบริษัทต่างๆ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น และราคาหุ้นเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้วไม่แพง กลุ่มสาธารณูปโภค โดยเฉพาะพลังงานทดแทน จะได้รับประโยชน์จากแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ จะทำให้ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ