อสังหาน้องใหม่ปักธง ผุดโครงการหรูชิงตลาด

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 11:04 น.

อสังหาน้องใหม่ปักธง ผุดโครงการหรูชิงตลาด

โดย อรวรรรณ จารุวัฒนะถาวร

ความท้าทายสำหรับดีเวลอปเปอร์รายกลางและรายเล็ก แต่มากด้วยประสบการณ์ที่หวังชิงส่วนแบ่งการตลาดไม่ใช่เรื่องยากในปัจจุบัน หากได้พาร์ทเนอร์หรือนักลงทุนมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ขณะเดียวกันการสร้างสินค้าให้แตกต่างแต่โดนใจผู้บริโภคย่อมเข้าเป้าหมายมากกว่า

ชัยวัฒน์ จักรแต๋ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ครีเอเตอร์ส เอชคิว เปิดเผยว่า บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2560 ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นทั้งนักลงทุนชาวไทยและนักธุรกิจชาวฮ่องกง เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับบนราคาต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ละ 1.5-3 แสนบาท

ทั้งนี้ ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการคอนเนอร์ ราชเทวี คอนโดระดับลักซ์ชัวรี่มูลค่าโครงการราว 3,200 ล้านบาท ซึ่งดำเนินงานภายใต้บริษัท ซี 09 ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ครีเอเตอร์ส เอชคิวในสัดส่วน 70% กับบริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง สัดส่วน 30%

สำหรับโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีระหว่างซอยเพชรบุรี 10 และ 12 ขนาดพื้นที่กว่า 1 ไร่ เป็นอาคารสูง 38 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 294 ยูนิต พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Future Standard of Living” ยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตแห่งอนาคตของคนเมืองราคาขาย 8.1-19.8 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 2.6 แสนบาท/ตร.ม. โดยจะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 4 ปี 2561 คาดว่าจะแล้วเสร็จและจะเริ่มโอนในไตรมาส 4 ปี 2564  

อย่างไรก็ดี จากการเปิดขายรอบ VVIP ขณะนี้มียอดจองแล้ว 15% หรือราว 300 ล้านบาท ทั้งนี้ นอกจากจะเปิดขายในไทยแล้วยังจัดสรรจำนวนยูนิตในสัดส่วน 45% ขายให้กับลูกค้าฮ่องกงและจีนด้วย คาดจะปิดการขายทั้งโครงการในเดือน มิ.ย.นี้

ชัยวัฒน์ กล่าวว่า แต่ละโครงการจะพัฒนาในรูปแบบร่วมทุนระหว่างดีเวลอปเปอร์กับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เพื่อให้สามารถคุมคุณภาพ ต้นทุนการก่อสร้าง โดยจะตั้งบริษัทร่วมทุนพัฒนาโครงการเพียงโปรเจกต์เดียว ทั้งนี้ เพื่อต้องการสร้างโปรดักต์ในทำเลศักยภาพให้มีความแตกต่าง ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในราคาเหมาะสมและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในอนาคต แม้จะเป็นความท้าทายแต่เชื่อว่าอะไรที่มีชิ้นเดียวไม่ซ้ำใครมีคุณค่าเสมอเมื่อได้เป็นเจ้าของ ซึ่งโมเดลนี้ได้เคยทำกับโครงการซี เอกมัย ที่ได้รับบริหารโครงการแล้วพบว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

ด้านโปรดักต์จะเน้น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มระดับราคา 1.5-2.5 แสนบาท/ตร.ม. และกลุ่มระดับราคา 2.6-3 แสนบาท/ตร.ม. เนื่องจากเป็นสินค้าระดับนี้ยังไปได้ในช่วง 3 ปีนี้ เพราะเป็นตลาดนีชมาร์เก็ต แม้จะมีการแข่งขันสูงแต่ถ้าทำสินค้าที่ตรงความต้องการของลูกค้าเชื่อว่าตลาดไม่น่ากังวล เช่น ในโซนราชเทวี ปัจจุบันไม่มีซัพพลายใหม่ แต่มีแผนจะเปิดตัวราว 3 โครงการ จากผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวน 500-600 ยูนิต/โครงการ ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ ขณะที่บริษัทได้เปิดขายโครงการก่อนโดยลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงหรือลงทุนระยะยาว เนื่องจากโซนราชเทวีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 7% ต่อปี ถือว่าซัพพลายไม่มีแต่ดีมานด์ล้น

ในส่วนของแผนการดำเนินงานในช่วง 3 ปี (2561-2563) นอกจากโครงการคอนเนอร์ ราชเทวี แล้ว ทางบริษัทเตรียมพัฒนาอีก 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโด 2 โครงการ ในย่านซีบีดี เป็นโครงการคอนโดโลว์ไรส์ มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท พื้นที่โครงการราว 4 ไร่ 700 ยูนิต ราคาขายอยู่ที่ 1.2-1.5 แสนบาท/ตร.ม. คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2562 อีกโครงการเป็นคอนโด

ไฮไลต์ มูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท พื้นที่โครงการราว 3 ไร่ 400 ยูนิต ราคาขาย 2.3 แสนบาท/ตร.ม. คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2563

รวมทั้งมีแผนพัฒนาออฟฟิศบิวดิ้ง มูลค่าประมาณ 3,600 ล้านบาท ในโซนพญาไท พื้นที่ราว 2 ไร่ พื้นที่ใช้สอยรวม 3 หมื่น ตร.ม. คาดว่าจะเปิดตัวกลางปี 2562 ซึ่งเป็นการขายไม่ใช่ปล่อยเช่า ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและแก้ปัญหาออฟฟิศให้เช่าทั่วไป เช่น พื้นที่จอดรถ การแยกเครื่องปรับอากาศให้สามารถทำงานได้หลัง 6 โมงเย็น การจัดโค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เป็นต้น ทั้งนี้ มองว่าตลาดยังมีความต้องการสินค้าประเภทนี้อยู่มาก

ชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมีแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว เนื่องจากเล็งเห็นถึงโอกาสจากการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้บริโภคที่เข้าไปทำงานในประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อ ทั้งนี้ รูปแบบยังคงเป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ดี มองว่าผู้ประกอบการรายเล็กเข้าไปจะง่ายกว่ารายใหญ่ เพราะมีความคล่องตัวมากกว่า คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปี 2563

ขณะเดียวกัน บริษัทเปิดโอกาสทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติที่จะเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ ซึ่งนอกจากวงเงินลงทุนแล้วยังได้โนว์ฮาว เทคโนโลยี ไอเดีย สำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ อีกด้วย ทั้งนี้บริษัทมีแผนเปิดปีละ 1 โครงการ มูลค่า 3,000-3,500 ล้านบาท รวมทั้งการรับบริหารโครงการและเซลมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวมในช่วง 3 ปี ปีละ 20% ปัจจุบันมีแบ็กล็อกอยู่ราว 3,200 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ที่ 360 ล้านบาท ส่วนปี 2563 จะรับรู้ที่จากการขายคอนโดที่ 1,300 ล้านบาท และปี 2564 รับรู้ที่กว่า 2,300 ล้านบาท เนื่องจากการเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ