บัวทองสู้ศึกอสังหา รุกออนไลน์เร่งรายได้

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 06:41 น.

บัวทองสู้ศึกอสังหา รุกออนไลน์เร่งรายได้

โดย...อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในยุค 4.0 แน่นอนว่าต้องมีการปรับตัวรองรับการแข่งขันในตลาดที่ชิงความได้เปรียบได้แง่ของ โปรดักต์รวมทั้งเทคโนโลยีนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

สุนิสา สุขจั่น กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท บัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ในปี 2561 ทางบริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจรับบริหารงานขายและวางแผนการตลาด มีการได้ปรับกลยุทธ์งานขายและการตลาดให้รุกหน้าเน้นการใช้การตลาด 4.0 มากขึ้นกว่าเดิมไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ จากตัวเลขยอดขายในปี 2560 พบว่า บริษัทใช้งบผ่านสื่อออฟไลน์ราว 4.7 ล้านบาท มียอดขายอยู่ที่กว่า 700 ล้านบาท ส่วนงบสื่อออนไลน์ใช้ราว 5.3 แสนบาท มียอดขายอยู่ที่กว่า 230 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทรับดูแลบริหารงานขายอยู่ 12 โครงการ แบ่งทีมงานขายและงานตลาดดูแลเป็นสัดส่วน เน้นความเป็นมืออาชีพใส่ใจทุกรายละเอียดของแต่ละโครงการ โดยในปีนี้บริษัทมีแผนจะขยายพื้นที่รับบริหารงานขายกว้างขึ้นไปในโซนเขตปริมณฑลต่างๆ อาทิ จ.ชลบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น จากนโยบายเดิมที่รับบริหารงานขายเฉพาะโซนกรุงเทพฯ ปทุมธานี และนนทบุรี  ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปีนี้จะรับบริหารงานขายไว้เพิ่มอีกประมาณ 15-20 โครงการ ซึ่งจะเปิดกว้างรับทั้งแนวราบและแนวสูง คาดว่า ปีนี้รายได้จะโตขึ้น 5-10% จากปีที่แล้ว หรือประมาณ 1,100 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจพัฒนาโครงการโดย บริษัท บัวทอง แลนด์แอนด์เฮ้าส์ นั้น ในปีที่ผ่านมาได้พัฒนาโครงการพฤกษ์พิมาน การ์เด้น (ราชพฤกษ์-วงแหวน) โครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท มี ผลงานการขายประมาณ 80% และ คาดว่าจะปิดการขายภายในปี 2561

ในส่วนโครงการพฤกษ์พิมาน 5 (กาญจนา-ลาดปลาดุก) โครงการ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น มูลค่าโครงการ 360 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท พัฒนาโครงการโดย บริษัท บัวทอง เฮ้าส์ซิ่ง มีผลงานการขายไปแล้วกว่า 90% คาดว่าจะปิดการขายภายในปีนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2561 โดยจะบุกตลาดใหม่เช่น โซนปทุมธานี-รังสิต มูลค่าโครงการกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้จะใช้กลยุทธ์พัฒนาตัวสินค้าให้มีดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ภายใต้แบรนด์พฤกษ์พิมาน สำหรับโครงการบ้านเดี่ยว และแบรนด์ทิพย์พิมานสำหรับบ้านแฝด ซึ่งบริษัทตั้งเป้ารายได้ทั้งกรุ๊ปไว้ที่ 1,229 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วที่ทำได้ประมาณ 939 ล้านบาท

ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปี 2561 มีแนวโน้มดีขึ้นจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีทิศทางการขยายตัวที่ดีขึ้นจากปีที่แล้วและคิดว่าจะค่อยๆ เติบโตต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยบวกของภาครัฐที่ได้มีการลงทุนด้านคมนาคม และทางด้านการเงิน ที่ช่วยสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ ค่อยๆ เติบโตขึ้น

จากการวิเคราะห์ตลาดในภาพรวมของ จ.นนทบุรี พบว่าตลาดอสังหาฯ ในนนทบุรีค่อนข้างซบเซามา 2 ปีตั้งแต่ปี 2558 ซัพพลายค่อนข้างล้นผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่หลายรายชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ทำให้ไม่มีซัพพลายเข้ามาเพิ่มตลาดบ้านกลาง-บนยังเติบโตได้ดี ส่วนตลาดล่างยังไม่ค่อยฟื้นตัวเนื่องจากมีปัจจัยลบทางด้านหนี้ครัวเรือน รวมถึงสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อย สินเชื่อลูกค้ารายใหม่

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีลูกค้าจำนวนมากที่ให้ความสนใจบ้านที่ราคาไม่ถึง 3 ล้านบาท ทำให้ผู้ประกอบการรายหลายเริ่มหันมาบุกตลาดแนบราบ ซื้อที่ดิน และพัฒนาโครงการทาวน์โฮม 2 ชั้น และบ้านเดี่ยวมากขึ้น

ส่วนคอนโดมิเนียมใน จ.นนทบุรี หลังจากแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง สามารถเชื่อมต่อ 1 สถานีระหว่างบางซื่อกับเตาปูน ทำให้การเดินทางเข้าเมืองมีความสะดวกขึ้น ส่งผลให้โครงการ อสังหาฯ ในแนวรถไฟฟ้าขายดีขึ้นจากเดิมแต่ก็ไม่ถึงกับดีมากซึ่งคอนโดมิเนียมที่จะขายดีราคาไม่ควรเกิน 2.5 ล้านบาท

ในส่วนของผังเมืองนนทบุรีที่ออกมาใหม่นั้น ค่อนข้างมีผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ด้วยข้อจำกัดของกฎหมายหลายๆ อย่างอาทิ พื้นที่บริเวณสีเหลืองมีเนื้อหาจำกัดสิทธิการจัดสรรโครงการประเภทบ้านแถว (ทาวน์เฮาส์หรือทาวน์โฮม 2 ชั้น) ซึ่งจะดำเนินการได้ต้องมีพื้นที่โครงการติดถนนสาธารณประโยชน์ซึ่งมีเขตทางไม่น้อยกว่า 12 และ 10 เมตรตามลำดับ

ทั้งนี้ ไม่สอดคล้องกับสภาพถนนของ จ.นนทบุรีที่ถนนประมาณ 80-90% มีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่ดินที่สูงขึ้นจะทำให้หาพื้นที่สำหรับการพัฒนาโครงการ อสังหาฯ ได้ยากขึ้น  และผู้ประกอบการ ไม่สามารถซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการ อสังหาฯเพื่อขายผู้บริโภคในราคาที่ตลาดสามารถรองรับได้

ปัจจุบันยอดปฏิเสธสินเชื่อของกลุ่มบัวทองเฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% ของยอดที่ยื่นกู้ทั้งหมด เนื่องจากสถาบันทางการเงินส่วนมากจะแจ้งว่า ลูกค้ามีภาระหนี้เสีย ติดบูโร หรือสถานะทางการเงินของลูกค้าเปลี่ยนช่วงที่ยื่นกู้ ทางบริษัทช่วยเหลือลูกค้าโดยทางบริษัทมีทีมสินเชื่อที่คอยแนะนำให้คำปรึกษา

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2561 บริษัททำได้  250 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบริหารงานขายอยู่ที่ 200 ล้านบาทและยอดขายจากโครงการที่พัฒนาเองประมาณ 50 ล้านบาท

สำหรับสัดส่วนรายได้หลักจะอยู่ที่บริษัทพัฒนาโครงการคือบัวทองแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เนื่องจากเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเพื่อขายโดยมีสัดส่วน 70% ส่วนอีก 30% รับบริหารงานขายโดยบริษัท บัวทองพร็อพเพอร์ตี้ และยังคงเน้นการพัฒนาโครงการระดับกลางและบน

ข่าวอื่นๆ