ครอบครัวใหญ่อบอุ่นหัวใจ

วันที่ 17 พ.ค. 2558 เวลา 11:29 น.
ครอบครัวใหญ่อบอุ่นหัวใจ
โดย...ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ความคุ้นชินด้วยการเติบโตมาในครอบครัวใหญ่แบบคนไทยสมัยก่อนที่อยู่กันในแบบครอบครัวขยาย พร้อมหน้าพร้อมตา เพียงพร (ปัจฉิมสวัสดิ์) สุวรรณประทีป เล่าว่า แต่ก่อนเป็นสาวสุขุมวิท แต่เมื่อคุณปู่-พล.ต.ท.กฤษณ์ ปัจฉิมสวัสดิ์พาครอบครัวโยกย้ายมาปลูกบ้านหลังใหม่ในย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ก็ถือว่าท่านมองการณ์ไกล เพราะเมื่อราวสิบปีก่อนย่านนี้ไม่มีอะไรเลย

แต่ตอนนี้มีห้างใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมายและกลายเป็นเรสิเดนซ์แอเรียแห่งใหม่ของกรุงเทพฯที่คึกคักไม่แพ้ใจกลางเมืองหลวง ที่สำคัญคนที่นี่ก็ไปไหนมาไหนสะดวกสบายขึ้นด้วย

 

ปัจจุบันด้วยหน้าที่เวิร์กกิ้งวูเมน ManagingDirector พีโอ คอเปอร์เรชั่น นำเข้าเครื่องสำอางแบรนด์ทูเฟซ และกับอีกงานบริษัท พีโอพลัส ทำเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบรนด์ Corrsentaและ Enjoy ด้วยการงานจึงต้องเดินทางเข้าเมืองทุกๆ วัน แล้วแม้ว่าบ้านหลังใหญ่นี้อยู่ในย่านไกลเมืองสักหน่อย แต่เรื่องนี้ เพียงพร บอกว่าไม่ใช่ปัญหา บ้านก็คือบ้าน ทุกอย่างคือความเคยชิน

“สมัยตอนอยู่บ้านสุขุมวิท 5 ครอบครัวทุกคนอยู่ในแอเรียเดียวกันสมาชิกกว่า 30 คนเลยค่ะ ดิฉันกับพี่นีน่า (ปัจฉิมสวัสดิ์) ซึ่งเป็นลูกคุณปู่พี่นีน่าเป็นน้องสาวของคุณพ่อ แต่เราก็อายุใกล้ๆกัน เลยเรียกว่าพี่นีน่า เราก็ไปโรงเรียนมาแตร์ด้วยกัน แล้วดิฉันเคยชินกับย่านสุขุมวิทมาก ชีวิตไม่ได้ไปไหนไกลจากถนนเส้นนี้เลยค่ะ จากโรงเรียนมาแตร์ ไปต่อโรงเรียนเตรียมอุดม และจุฬาฯ ชีวิตไปไหนไม่ถูก ยิ่งคุณแม่ความที่ท่านเคยอยู่ที่ย่านสุขุมวิทมาทั้งชีวิต 60 กว่าปี ทุกวันนี้ไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันของท่านก็ยังต้องเข้าไปในตัวเมือง ไปทำผม ไปตัดเสื้อ ที่ร้านน้าไข่-สมชาย แก้วทอง เรียกว่าต้องเข้าตัวเมืองทุกวันเลยค่ะ

 

เราอยู่บ้านหลังนั้น จนถึงรุ่นดิฉันซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 คุณปุ่ก็เห็นว่าก็ต้องถึงเวลาแล้วที่ครอบครัวต้องขยาย แล้วดิฉันก็กำลังแต่งงาน บ้านหลังนี้จึงสร้างห้องไว้รอระหว่างสร้างเรือนหอ แต่พออยู่ๆกันไป กลับเป็นความลงตัวที่จะขอเลือกใช้ชีวิตอยู่กันที่นี่ถาวรเลย” เพียงพร บอกพร้อมรอยยิ้ม

บ้านมีสมาชิกอยู่กันถึง 2 ครอบครัว รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ รวม 8 คน ซึ่งเจ้าของบ้านบอกพลางหัวเราะว่าถือว่าอยู่กันหลวมๆ มาก จากที่แต่ก่อนอยู่ราวมกันกว่า 30 คนเลยทีเดียว

“แรกๆ เคว้งคว้างมาก มีแต่ครอบครัวของเรา คือครอบครัวดิฉันซึ่งมีลูกสาวเล็กๆ อีก 2 คนและครอบครัวพี่ชายก็ยังไม่มีลูก คุณพ่อคุณแม่ซึ่งตอนย้ายมาอยู่กันใหม่ๆ ต้องเข้าไปตัวเมืองเดินห้างสรรพสินค้ากว่าจะกลับเข้าบ้านก็ค่ำๆ แล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาแล้วค่ะ อย่างที่ดิฉันบอกว่า บ้านก็คือบ้านที่เราผูกพันอยากกลับมาทุกวัน แล้วทั้งที่ไม่อยากมาตั้งแต่แรก แต่เมื่ออยู่ๆ ไป คำพูดของคุณย่า-คุณหญิงอุไรรัตน์ ว่าบ้านนี้ผูกพันเหมือนเจอเนื้อคู่ เป็นคำพูดที่นิยามบ้านเราได้ตรงที่สุดเลยค่ะ” เพียงพร บอกไม่ลืมรอยยิ้มหวานติดใบหน้า

 

บ้านเนื้อที่ 1 ไร่กว่าๆ แปลนบ้านเดินเข้ามามีห้องนั่งเล่น 2 ห้องซ้ายและขวา และห้องรับประทานอาหารใหญ่ ส่วนด้านหลังเป็นแพนทรีกับห้องครัว ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัว 4 ห้องนอน แต่ละห้องนอนจะมีลิฟวิ่งรูมของตัวเอง

“ศูนย์รวมสมาชิกคือห้องรับประทานอาหารและโฮมสวีทโฮมของเรานี่ต้องเป็นห้องนอนคุณแม่เลยค่ะ ทุกคนชอบไปรวมที่นั่นด้วยความเคยชินห้องคุณแม่มีลิฟวิ่งรูมและห้องน้ำที่ออกแบบเป็นแบบเปิด เราก็ชอบไปนั่งเล่นนั่งคุยกันจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปเลยนะคะ อีกคนดูทีวี อีกคนนั่งกินอะไรอยู่ใกล้ๆ คุณแม่ก็เดินไปอาบน้ำแล้วก็พูดคุยกับลูกๆ ไปด้วย (หัวเราะ)

ส่วนสไตล์การออกแบบ ความที่คุณแม่เป็นชาวภูเก็ตที่เติบโตมาในบ้านสไตล์ชิโนโปรตุกีส ท่านจึงบอกโจทย์สถาปนิกและมัณฑนากรว่า ต้องการบ้านตึกฝรั่งสไตล์โคโลเนียล เฟอร์นิเจอร์ก็จึงต้องไปในแบบหลุยส์ ซึ่งเกือบสิบปีแล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนเลยเพราะเลือกชิ้นที่ใหญ่ นั่งสบาย คุณภาพคงทน

 

คุณพ่อดิฉันเป็นตำรวจ งานส่วนใหญ่ก็อยู่นอกบ้าน การดูแลความเป็นไปภายในบ้านทุกๆอย่าง ตั้งแต่เปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ เช่น หลอดไฟ คุณแม่จะรับหน้าที่ดูแลทั้งหมด ดิฉันจะเห็นคุณแม่เปลี่ยนหมุนๆ หลอดไฟมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วพอคุณแม่เป็นหลักเรื่องงานเหล่านี้ ลูกทุกคนก็สบายมากเลยค่ะ ทำอะไรไม่เป็นแล้ว ซึ่งพอดิฉันแต่งงานสามี-พี่ปู ก็เป็นคนรับหน้าที่นี้ช่วยกันกับคุณแม่ ส่วนดิฉันก็รับหน้าที่ดูแลลูกสาวและมีธุรกิจที่ต้องดูแล

จึงเป็นการแบ่งหน้าที่ที่ลงตัวมาก เวลามีปัญหาอะไรก็ได้สองแรงแข็งขัน คือคุณแม่กับพี่ปูด้วยกันรับหน้าที่นี้ค่ะ” เพียงพร บอกพร้อมรอยยิ้ม ท่ามกลางสมาชิกพร้อมหน้าพร้อมตาอบอุ่นใจในบ้านหลังใหญ่