ภูวดี คุนผลิน ‘ชายคาแห่งความผูกพัน’

วันที่ 10 ส.ค. 2557 เวลา 13:00 น.
ภูวดี คุนผลิน ‘ชายคาแห่งความผูกพัน’
โดย...สืบสิน / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

บ้านทรงคลาสสิก ที่เพาะบ่มความรัก ความผูกพัน และความทรงจำอันแสนงดงามของครอบครัว “คุนผลิน” มากว่า 40 ปี ถึงวันนี้ความสัมพันธ์อันงดงามนั้นยังถูกสานต่ออย่างไม่มีท่าทีจะเสื่อมคลาย ซ้ำยิ่งนับวันยิ่งเพิ่มทวี

“คุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟังว่าคุณปู่มอบให้เป็นสินสมรสของคุณพ่อกับคุณแม่ บ้านมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายรอบ คอนเซ็ปต์จะเป็นแบบบ้านรับรอง แต่ก่อนกระจกจะเปิดได้รอบด้าน ส่วนด้านล่างจะเลี้ยงจระเข้ ฟาร์มจระเข้ที่สมุทรปราการจะเป็นญาติกัน เขาจะให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน แต่พอมายุคเราไม่ทันจระเข้จริง แต่จะเป็นสวนน้ำและก็มีจระเข้สตัฟฟ์มาอยู่แทนแล้ว คือคุณแม่พอมีลูกก็ขอว่าให้ใช้เป็นสตัฟฟ์ไปเลยดีกว่า แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นมุมรับแขกอีกมุมหนึ่งไปแล้วค่ะ”

 

พี่เอ๋ภูวดี คุนผลิน พี่สาวคนรองของ อั๋นภูวนาท คุนผลิน เจ้าของเจ้าพระยาครุยส์ที่โด่งดัง เหมาะสำหรับคนรักการล่องเรือในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา บอกเล่าให้ฟังถึงบ้านอันแสนรัก และเต็มไปด้วยความผูกพันอย่างอารมณ์ดี

“พี่ใช้ชีวิตครึ่งๆ อยู่ในบ้าน พอกลับถึงบ้านเราจะรู้สึกอบอุ่นเพราะทุกคนจะอยู่ในบ้าน กลางวันเราก็จะโทรคุยกัน พอตกกลางคืนกลับจากทำงานเราก็จะไปรวมกันที่ห้องคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบ้าน อย่างแรกก็จะไปนั่งดูทีวี นั่งคุยกัน พวกเราจะมาประชุมพลกันทุกคืน

 

ท่านไม่ดุแต่สอนด้วยเหตุผล และให้เราเรียนรู้เอง อย่างคุณพ่อจะไม่ห้ามนะ อยากทำอะไรทำ แต่พอห้ามปุ๊บเราจะรู้แหละว่าต้องหยุด แต่เมนหลักเป็นคุณแม่ มีหลายครั้งท่านจะบอกว่าไม่เชื่อลองดูสิ เราก็ลอง ก็รู้ว่าเออว่ะเป็นอย่างที่ท่านพูดจริง มันเลยทำให้เราเรียนรู้และยอมรับ หลายๆ อย่างมันทำให้เรารู้จักรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น”

ด้วยความที่ 4 พี่น้องเกิดมาในวัยที่ไม่ห่างกันมากนัก จึงทำให้สายสัมพันธ์ทางครอบครัวนั้นแน่นแฟ้น เสมือนเป็นพี่น้องและเพื่อนพ้องในคราวเดียวกัน

 

“บ้านพี่มีพี่น้องสี่คนจะสนิทกันมาก มันไม่ใช่แค่พี่น้อง แต่มีความเป็นเพื่อนเป็นที่ปรึกษาที่ดี เราคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องงาน เราทำธุรกิจครอบครัวด้วยกัน ยิ่งทำให้เราสนิทกันมากยิ่งขึ้น พอเราอยู่รวมกันเราก็ยังเล่นกัน ยังสนุกด้วยกัน อย่างมุมโปรดของพวกเราจะเป็นห้องคุณแม่นั่นแหละ เหมือนเป็นศูนย์รวม เราเคยคิดว่าเราจะมีห้องของพวกเราทำไม (หัวเราะ) เพราะชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ที่ห้องคุณแม่”

บ้านทรงคลาสสิก ของแตกต่างมีเรื่องราว และทุกมุมล้วนมีความทรงจำอันดี เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนออกมาจากสถาปนิกหนุ่มของบ้าน

“อั๋นทำงานหนัก เขาจะเป็นคนมีระเบียบที่สุด จะบริหารจัดการทุกอย่าง เรื่องแต่งบ้านต้องยกให้เขาเลยนะ จะซ่อมอะไร จะตกแต่งแบบไหน อั๋นจัดการหมด ปล่อยเขาโซโล่เลย เขาจะมีหัวด้านนี้อยู่แล้ว เหมือนมีมุมอาร์ต และเป็นสถาปนิกในตัว ทุกมุมอั๋นจะจัดการหมด

 

เคยคุยกันว่าถ้ามีครอบครัว หรืออยากมีคอนโดของตัวเองไหม อยากมีบ้านของตัวเองไหม ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อ่ะ ถึงใครจะแต่งงานมีครอบครัวไป บ้านเราก็ใหญ่นะ มาอยู่ด้วยกันก็ได้ จริงๆ ทุกคนก็มีคอนโดนะคะ อย่างอั๋นเขาเคยเล่าให้ฟังว่าเขาก็แพ็กของไปหาเพื่อนไปนอนคอนโด พอนั่งกำลังจะแกะของออก เขาก็มานั่งนึกในใจว่ามาเพื่ออะไร ไหนจะต้องหาอาหารกินเองอีก ไหนฉันจะต้องอยู่คนเดียวอีก จะพูดคุยกับใคร งั้นก็แพ็กของกลับบ้านดีกว่า มันเป็นความเคยชิน และเราคงผูกพันกันมาก”

นอกจากจะใช้ห้องคุณพ่อคุณแม่เป็นจุดรวมพล สมาชิกในบ้านยังติดมุมรับแขกเป็นที่สรวลเสเฮฮากันอย่างสนุกสนาน

 

“จริงๆ แล้วมุมรับแขกจะออกเป็นทางการนิดนึง คือเอาไว้ต้อนรับแขกผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวันตรุษจีน เป็นมุมอวยพร เฟอร์นิเจอร์ที่เรานั่งนี่ของเดิมหมดเลยนะคะ จะเปลี่ยนก็แค่เบาะที่นั่งแต่โครงเดิมหมดเลย กลายเป็นความคลาสสิก ดูอบอุ่นและมีเรื่องราว มีความผสมผสานกัน และมันสะท้อนความทรงจำที่ว่าครั้งหนึ่งเราได้นั่งเล่นกัน มารวมพลกัน บางครั้งกลับจากที่ทำงานก่อนขึ้นไปห้องคุณแม่เราก็จะมาจับกลุ่มคุยเล่นกันที่ตรงมุมนี้ เท่าที่จำความได้ทุกส่วนของบ้านล้วนมีเรื่องราว และความทรงจำอันน่าประทับใจค่ะ”

เท่าที่สัมผัสนอกจากบ้านจะอบอวลไปด้วยความอบอุ่นแล้ว ยังมีของสะสมอันทรงคุณค่าทุกมุมมอง

“จริงๆ แล้วเมนหลักเริ่มจากคุณแม่ ท่านจะชอบของแบบแอนทีก คริสตัลมาก และก็เริ่มสะสม จนลามมาถึงพวกเรา ก็เลยชอบกันหมดเลย ทั้งรูปปั้น ของแอนทีก คริสตัล แล้วก็ชอบสะสมแมกเน็ต เป็นของที่ง่ายที่สุดแต่มันประทับใจ เห็นแล้วก็ยังจำได้ว่าได้มาจากไหน พี่เริ่มสะสมจากสมัยที่ไปเรียนอเมริกา เราก็จะหาของที่ระลึก มันเริ่มมาจากตรงนั้น หลังๆ เพื่อนก็เอามาให้ ตอนนี้กลายเป็นติดเต็มตู้เย็น (หัวเราะ)”

 

ด้วยทุกคนต่างมีภาระหน้าที่การงานของตนเอง อยากที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนโหยหา จึงนำมาซึ่งคำมั่นสัญญาที่ว่าในหนึ่งปีจะต้องมีทริปรวมพลสมาชิกในครอบครัวหนึ่งครั้ง

“เราไม่รู้หรอกว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราจึงนัดรวมพลกันปีละหนึ่งครั้ง จะเป็นทริปสั้นหรือทริปยาว เราต้องมีกันครับทุกคน รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ด้วย”

แม้เวลาจะล่วงผ่านไป แต่สายสัมพันธ์ของครอบครัวคุนผลินยังคงสานต่อไปในบ้านหลังงาม และเล่าขานให้ฟังสักกี่ครั้งก็ยังคงสร้างความอิ่มเอม