"กฤต นามเกิด" หนุ่มนครศรีฯ รุกอสังหา

วันที่ 06 เม.ย. 2557 เวลา 16:40 น.
"กฤต นามเกิด" หนุ่มนครศรีฯ รุกอสังหา
เครืออาภาสิริ  งัดกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง จากภาคใต้ กระจายทุกภูมิภาค   

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

ถือเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนภูมิภาคที่เริ่มเดินหน้าสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น สำหรับเครืออาภาสิริที่มีฐานธุรกิจหลักเริ่มต้นมาจากการผลิตสัตว์ จากไก่เนื้อ และสุกรขุนเพื่อป้อนตลาดภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2525 และเล็งเห็นถึงโอกาสการขยายตัวในธุรกิจอื่น โดยเฉพาะอสังหาฯจึงได้ก้าวเข้ามาพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2549 มาจนถึงวันนี้ธุรกิจที่เริ่มจาก "อาภา นามเกิด" ได้ส่งไม้ต่อมายังทายาทรุ่นลูก

"กฤต นามเกิด"บุตรชายวัย 26ปี มานั่งแท่นกรรมการบริหาร ซึ่งวันนี้เข้าประกาศแล้วว่าเป็นเบอร์หนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ครองส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 30% และพร้อมจะเดินหน้าขยายโครงการให้ครอบคลุมภูมิภาคอื่นทั่วไทย เนื่องจากธุรกิจปศุสัตว์นั้นมีความเสี่ยงจากโรคระบาด เมื่อครั้งต้องเผชิญกับโรคไข้หวัดนกครั้งใหญ่กว่า10 ปีก่อน

กฤต ย้ำว่าธุรกิจอสังหาฯมีความท้าทายค่อนข้างมากในเรื่องของการสร้างกำไร ที่จะต้องเกิดขึ้นกับทั้งบริษัท ลูกค้า และพาร์ทเนอร์ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รับเหมาก่อสร้าง และบริษัท วัสดุก่อสร้าง ซึ่งเปรียบเสมือนสามเหลี่ยมด้านเท่าที่ต้องไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมทั้งสามฝ่ายเพื่อผลักดันให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน โดยกำไรเบื้องต้นต้องรักษาไว้เฉลี่ยอยู่ที่ 25-30% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ราว 10-15%

 

 

ทั้งนี้บริษัทฯให้น้ำหนักกับธุรกิจอสังหาฯ 20% ที่เหลือ80% เป็นธุรกิจปศุสัตว์ที่ขายใน 14 จังหวัดภาคใต้ แต่ในอีก5ปี จะบริหารพอร์ตของทั้งสองธุรกิจให้เท่าเทียมกัน ในสัดส่วน 50ต่อ 50 ซึ่งในปีที่ผ่านมธุรกิจปศุสัตว์นั้นสร้างยอดขายปีละ5,000 ล้านบาทมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ3-4% ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้ 500 ล้านบาทมียอดรับรู้รายได้ 400ล้านบาท โดยในปี2557 ตั้งเป้ายอดขายไว้900 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ไว้ที่ 875 ล้านบาท

 

 

ปัจจุบันเครืออาภาสิริ มีบริษัทฯในเครือ 7 บริษัทฯ ที่ดูแลโครงการบ้าน อาคารพาณิชย์ และบริษัท รับสร้างบ้านซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของบริษัท พีดีเฮ้าส์ 4 สาขาในจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ กระบี่ และภูเก็ต โดยมีโครงการที่เปิดขาย9 โครงการ แบ่งเป็น 4โครงการ ในจ.นครศรีธรรมราช อีก 5 โครงการ ประกอบด้วย ในจ.กระบี่4 โครงการและชุมพร 1 โครงการ

ในปีนี้บริษัทฯวางแผนเปิดโครงการใหม่จำนวน 11 โครงการซึ่งมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทได้แก่โครงการที่จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 3โครงการ ได้แก่ โครงการ ทาวน์โฮมชื่อคาซ่า ,โครงการอาคารพาณิชย์และทาวน์โฮม ชื่อดีทาวน์ และโครงการบ้านเดี่ยว ชื่อ เซน วิลล่า ,โครงการพาณิชย์และที่อยู่อาศัย จ.กระบี่ จำนวน 2 โครงการ ที่ จ.ตรังและพังงาแห่งละ1โครงการ ขณะเดียวยังขยายไลน์สู่โครงการรีสอร์ต ที่ อ. ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และโครงการคอนโดมิเนียมชื่อเวียร์เซเว่น บาย อาภาสิริ ตั้งอยู่บริเวณมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บางนา นอกจากนี้โครงการที่เป็นไฮไลท์สำคัญที่เปิดขายตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และเพ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ คือโครงการเดอะ วินเทจมูลค่า 600 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 16 ไร่ บริเวณถนนอ้อมค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช ที่ถือว่าเป็นย่านธุรกิจใหม่ของจังหวัด ประกอบด้วยอาคารพาณิชย์ รวม 68 ยูนิต มียอดขายแล้ว 50%   

 

 

ขณะเดียวกันเตรียมที่จะก่อสร้างโรงแรม ชื่อ เดอะวินเทจ ขนาด 300 ห้อง เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จปลายปี 2558 เพื่อรองรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การจัดสัมมนา รวมถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีกด้วย

สำหรับงบลงทุนของบริษัทฯนั้นเกิดจากสภาพคล่องจากการทำธุรกิจปศุสัตว์ และอสังหาฯ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีการขอสินเชื่อโครงการจากสถาบันการเงินมาเพื่อพัฒนาโครงการเลย ขณะเดียวกันการที่เร่งพัฒนาโครงการจำนวนมากนั้นก็ยังไม่มีแผนที่จะนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  

ปัจจุบัน ตลาดอสังหาฯที่จ. นครศรีธรรมราชนั้นถือว่า ค่อนข้างบูมสวนกระแสเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างซบเซาโดยเฉพาะบ้านเดี่ยวชั้นเดียว บ้านเดี่ยวสองชั้น ราคาเฉลี่ย4-5 ล้านบาทต่อยูนิต เพราะครอบครัวขยายมากขึ้น และจากเดิมที่อาคารพาณิชย์ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อหลายปีก่อน เพราะมีการซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรในการลงทุนธุรกิจ แต่ขณะนี้ความนิยมกลับเริ่มลดลงบ้าง หลังจากจำนวนยูนิตของอาคารพาณิชย์ออกมาสู่ตลาดนครศรีธรรมราชจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 1,000 ยูนิตราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ล้านบาทต่อยูนิต ประกอบกับราคาพืชผล โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลักนั้นตกต่ำ ขายอยู่ที่65-70 บาทต่อกก. จากที่เคยสูงไม่ต่ำกว่า100 บาทต่อกก. และหากภาคการเกษตรฟื้นตัวขึ้นก็เชื่อว่าจะส่งผลดีกับกำลังซื้อ

กฤต ย้ำว่า โครงการที่จะประสบความสำเร็จนั้น ต้องมีการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาองค์กรและบุคลากรอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก

คงต้องจับตามองว่า เครืออาภาสิริ ที่มุ่งมั่นจากผู้ประกอบการส่วนภูมิภาคในการรุกตลาดอสังหา ครั้งใหญ่ว่าก้าวย่างต่อไป จะเป็นเช่นไร