ที่ดินชายทะเลราคาพุ่ง

วันที่ 20 มี.ค. 2556 เวลา 12:18 น.
ที่ดินชายทะเลราคาพุ่ง
ที่ดินชายทะเลบูม ราคาเพิ่มไม่หยุด หัวหินไร่ละ 100 ล้าน ขณะที่พัทยาคอนโดมีเนียมล้น

บรรยากาศการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัย ค้าปลีก และนิคมอุตสาหกรรมเมืองชายทะเลอย่างชลบุรี ระยอง ที่ขยายตัวมาต่อเนื่องจากการขยายการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้ดี ได้ส่งผลให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินพื้นที่ดังกล่าวขยับขึ้นแรงอย่างน่าจับตามอง

ชนะ นันทจันทูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ราคาที่ดินเมืองชายทะเล โดยเฉพาะบริเวณริมทะเล จ.ชลบุรี ขยับขึ้นไปมากถึง 30-40% โดยมีราคาประกาศขายเฉลี่ยสูงถึง 50 ล้านบาทต่อไร่

ขณะที่ที่ดินใน อ.เมือง และศรีราชา ก็ขยับขึ้นเช่นกัน โดยปัจจุบันอยู่ที่ 5-6 หมื่นบาทต่อ ตร.ว. หรือประมาณ 10-20 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งที่ดินบริเวณนี้ไม่สามารถพัฒนาบ้านแนวราบได้แล้ว ส่วนใหญ่จะกลายเป็นคอนโดมิเนียมเจาะกลุ่มกลาง-ล่าง ราคาประมาณ 1-3 ล้านบาท

ทางด้านที่ดินรอบนอกเมืองชลบุรี สำหรับพัฒนาบ้านเดี่ยว ราคาขยับขึ้นมาที่ 1.5-2 หมื่นบาทต่อ ตร.ว. ส่วนระยอง ราคาที่ดินติดริมทะเล เช่น หาดแม่รำพึง มีการซื้อขายอยู่ที่ 25 ล้านบาทต่อไร่ ขยับขึ้นเพียง 10%

สำหรับบริเวณชะอำ หัวหิน ปราณบุรี มีความหลากหลายในด้านราคา แต่หัวหินที่ดินริมทะเลยังคงมีราคาแพงสุด มีการประกาศขายอยู่ที่ 100 ล้านบาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากช่วง 2 ปีที่ประกาศขาย 60-80 ล้านบาทต่อไร่ ส่วนชะอำ อยู่ที่ 30 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งคาดว่าราคาจะขยับขึ้นต่อเนื่องจากการที่อยู่ใกล้หัวหิน ส่วนปราณบุรี ราคาไม่ร้อนแรงมาก อยู่ที่ 10 ล้านบาทต่อไร่

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ตลาดระยอง ที่แม้ว่าราคาที่ดินรอบนิคมอุตสาหกรรมจะขยับขึ้นต่อเนื่อง แต่ภาพรวมกลับไม่ร้อนแรงนัก ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากการที่ระยองได้รับการพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ จากภาครัฐน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพัทยา

สำหรับในมุมผู้ประกอบการท้องถิ่น จ.ชลบุรี มีศักดิ์ ชุณหรักษ์โชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟ์ แอนด์ ลิฟวิ่ง กล่าวว่า ราคาที่ดินใกล้นิคมอุตสาหกรรมขยับขึ้นสูงอย่างน่าเป็นห่วง ปัจจุบันอยู่ที่ 3-5 ล้านบาทต่อไร่ เนื่องจากทาวน์เฮาส์ใกล้นิคมฯ เติบโตมาก บางแปลงแม้เป็นที่ดินสีเขียว สร้างอาคารสูงไม่ได้ แต่ประกาศขายสูงถึง 5 ล้านบาท

สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยจังหวัดชายทะเลอย่าง ชลบุรี ระยอง และพื้นที่ชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี ว่า ชลบุรีเป็นตลาดที่มีการขยายตัวมากที่สุด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ถือว่ามีโครงการเปิดตัวมากเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ชลบุรีมีหน่วยเปิดขายใหม่ปีที่ผ่านมามากถึง 9.62 หมื่นหน่วย แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 3.98 หมื่นหน่วย ขายได้ 69% ส่วนคอนโดมิเนียม 5.64 หมื่นหน่วย ขายได้ 66% ส่วนระยอง มี 1.25 หมื่นหน่วย แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 1.04 หมื่นหน่วย ขายได้ 66% คอนโดมิเนียม 2.1 หมื่นหน่วย ขายได้ 70%

ขณะที่ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี มีหน่วยเปิดขายปีที่แล้ว 19,650 หน่วย แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 4,750 หน่วย ขายได้ 54% ส่วนคอนโดมิเนียม 1.49 หมื่นหน่วย ขายได้ 54% โดยสิ่งที่น่าจับตามองของทุกตลาด คือ แม้จะมีหน่วยเปิดขายสูงและมียอดขายที่ดี แต่การก่อสร้างจริงกลับยังมีความคืบไม่มากนัก และมีโอกาสที่หลายโครงการจะก่อสร้างช้า ส่งมอบไม่ทัน ซึ่งเกิดจากปัญหาวิกฤตแรงงานขาดแคลน

สำหรับตลาดชลบุรี-พัทยา จะเห็นว่ามีซัพพลายเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าส่งสัญญาณซัพพลายโอเวอร์ โดยผู้ประกอบการภาคเอกชนล้วนกล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ซัพพลายคอนโดมิเนียมในพัทยาน่าเป็นห่วงมาก

เครย์ตัน เวดย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพร์มเมอร์ โฮมส์ เรียล เอสเตท กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่ามีการซื้อล็อตใหญ่ 50-100 หน่วย ในราคาส่วนลด 20-30% จากลูกค้าองค์กรและนายหน้าเพื่อนำมาขายต่อ และเริ่มส่งสัญญาณว่าห้องชุดที่ซื้อเพื่อขายต่อเริ่มขายยาก เสี่ยงต่อการหั่นราคากันเอง โดยจะเห็นว่าคอนโดมิเนียมมือสองเริ่มหั่นราคาลงสูงถึง 20%

แนวโน้มราคาที่ดินเมืองชายทะเลที่ขยับขึ้นอย่างร้อนแรง จากความต้องการของฝั่งนักพัฒนาที่อยู่อาศัย วันนี้อาจต้องประเมินตลาดให้ดีแล้วว่า ดีมานด์บ้านและคอนโดมีเนียมเติบโตทันซัพพลายที่มีอยู่ในตลาดหรือไม่