บางนาเนื้อหอมคอนโดผุดพรึ่บ

วันที่ 03 ก.ย. 2555 เวลา 11:19 น.
บางนาเนื้อหอมคอนโดผุดพรึ่บ
ทำเลบางนาบูม ค่ายใหญ่-เล็กแห่ ราคาขายล้านต้น ผุดแล้วกว่า 5,000 ยูนิต หวังชิงตลาดอพาร์ตเมนต์ให้เช่า

นายวรุตม์ ภาณุพัฒนพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เค เอช เดเวลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ในบริเวณบางนาตั้งแต่ กม.1 ถึง กม.4 ที่ยังไม่เข้าสู่ จ.สมุทรปราการ มีผู้ประกอบการพัฒนาโครงการแล้วประมาณ 5,000 ยูนิต ส่วนใหญ่เป็นระดับราคาขายเฉลี่ย 1-1.4 ล้านบาทต่อยูนิต

ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลดังกล่าวอยู่ใกล้กับฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ เชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ และยังเป็นทำเลไม่ประสบกับภาวะน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา โดยผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดระดับดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ทำงานในย่านนี้และไม่ต้องการเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่

สำหรับตนในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท พัฒนพงศ์วัสดุภัณฑ์ ที่ดำเนินธุรกิจผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างมานานกว่า 40 ปี ในย่านบางนา-ตราด กม.12 ได้ก่อตั้งบริษัท แอล เค เอช เดเวลอปเม้นท์ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม แบรนด์เดอะทีค ในซอยบางนา-ตราด 13 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณบางนา-ตราด กม.2

“จากการเซอร์เวย์ตลาดที่อยู่อาศัยในย่านบางนา-ตราด คอนโด มิเนียมยังไม่ล้นตลาด และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น หลังผ่านวิกฤตน้ำท่วม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์และยังมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ยูนิต ที่ปล่อยเช่าเดือนละ 4,000-8,000 บาท” นายวรุตม์ กล่าว

ทางด้านโครงการคอนโดมิเนียมเดอะทีคนั้น พัฒนาเป็นอาคารสูง 7 ชั้น จำนวน 79 ยูนิต มีขนาดเริ่มต้น 22 ตร.ม.-80 ตร.ม. มีราคาขายเฉลี่ย 4.5 หมื่นบาทต่อ ตร.ม. หรือมีราคาเริ่มต้น 1.09 ล้านบาทต่อยูนิต มูลค่าโครงการ 130 ล้านบาท จะเริ่มเปิดขายในวันที่ 4 ก.ย.นี้ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2556

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณาที่ดินอีก 2-3 แปลง อาทิ ในย่านเอกมัย ขนาดเนื้อที่ 1 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม และในย่านรังสิต 5 ไร่ รวมไปถึงที่ดินในตัวเมือง จ.ขอนแก่น ที่จะพัฒนาเป็นโครงการแนวสูง คาดว่าจะเริ่มพัฒนาโครงการใหม่ได้ในปีหน้า 2 โครงการก่อน

นายวรุตม์ กล่าวว่า รูปแบบของการพัฒนานั้น หากเป็นโครงการคอนโดจะพัฒนาระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อยูนิต โครงการบ้านเดี่ยวระดับราคา 4-5 ล้านบาทต่อยูนิต ส่วนทาวน์เฮาส์ระดับราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3 ล้านบาทต่อยูนิต รวมไปถึงการพัฒนาอสังหาฯ รูปแบบเช่า ซึ่งบริษัทมีแผนจะลงทุนพัฒนาโครงการต่อเนื่องปีละ 2-3 โครงการ เพื่อสร้างยอดขายให้ได้ปีละ 500-600 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 5-10 ปีข้างหน้า จะสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ