
ผลักดัน‘ทีเอฟเอ’ ติดปีกการค้าระหว่างประเทศ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ไทยใช้เวลานานกว่า 9 ปี เพื่อพยายามที่จะผลักดันความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (ทีเอฟเอ) ให้สำเร็จ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าของไทยข้ามแดนและผ่านแดนไปยังประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วย
สุรินทร สุนทรสนาน นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบายว่า ทีเอฟเอเป็นการพยายามลดต้นทุนทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ความล่าช้าในการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และความไม่แน่นอนของธุรกิจที่ล้วนเป็นต้นทุนทางธุรกิจ สุดท้ายก็จะถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาสินค้า ซึ่งถ้าขจัดอุปสรรคนี้ออกไปได้ก็จะหนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การค้าและการลงทุนในภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุน เป็นแรงผลักดันให้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบในประเทศ และปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งเป็นพื้นฐานการเจรจาความตกลงในกรอบอื่นๆ ด้วย
ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า หากสามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการได้เพียงแค่ 1 วัน ที่ใช้ไปในขั้นตอนการปล่อยสินค้า ก็เท่ากับประมาณ 1% ของมูลค่าภาษีศุลกากรที่จ่ายไป
สำหรับเนื้อหาการเจรจาหลักๆ คือ การปรับปรุงและสร้างความชัดเจนในเรื่องของความเสรีในการส่งสินค้าผ่านแดน ค่าธรรมเนียมและพิธีการเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก การเผยแพร่และบริหารกฎระเบียบทางการค้า เพื่อให้การเคลื่อนย้ายสินค้า การปล่อยสินค้าและพิธีศุลกากรเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงความร่วมมือทางศุลกากร ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น เพราะที่ผ่านมากฎระเบียบการค้าของแต่ละประเทศไม่ชัดเจน ยังมีกฎระเบียบบางตัวที่แอบซ่อนอยู่
“ในส่วนของไทย ขณะนี้มีความคืบหน้าในการเจรจาทีเอฟเอไปมาก และอยู่ระหว่างเตรียมการให้สัตยาบัน เพื่อแสดงการยอมรับ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้สามารถใช้ความตกลงได้ทันที คาดว่าความตกลงดังกล่าวน่าจะเสร็จทันภายในปีนี้”
ขณะที่ จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ความตกลงการอำนวยความสะดวกทางการค้า (ทีเอฟเอ) สามารถช่วยแก้ปัญหาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ยอมรับว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ แต่ในอนาคตอาจจะกลายเป็นการเพิ่มภาระของภาครัฐได้ เพราะตามความตกลงกำหนดให้ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูล รวมทั้งเปิดให้ผู้อื่นสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายของภาครัฐ
“ความตกลงทีเอฟเอน่าจะเป็นได้เพียงแค่ยาดมที่แก้อาการวิงเวียนชั่วคราว เพราะที่ยังกังวลอยู่คือเรื่องการอำนวยความสะดวกในการข้ามแดน-ผ่านแดน โดยเฉพาะการส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศที่ 3 เพราะจะทำให้มีสินค้าจากเพื่อนบ้านเข้ามามากขึ้น ขณะที่สินค้าจากไทยยังไม่สามารถขนส่งผ่านเข้าไปได้ เพราะยังติดขัดเรื่องของกฎระเบียบการใช้รถขนส่งสินค้าของประเทศเพื่อนบ้าน สุดท้ายกลายเป็นว่าทำไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนอื่น”
อย่างไรก็ดี แม้ว่าความตกลงการอำนวยความสะดวกทางการค้าอาจจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้า-ส่งออกสินค้าให้ผู้ประกอบการได้ไม่มาก แต่ก็ทำให้ไทยจะได้กดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านดำเนินการตามกรอบความตกลงด้วย เพราะภายใต้ความตกลงทีเอฟเอกำหนดให้ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ปฏิบัติต่อสินค้าจากประเทศต่างๆ ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
สอดคล้องกับความเห็นของ อมฤทธิ์ ปั้นศิริ นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย ที่มองว่า ขณะนี้ไทยเดินมาถูกทางแล้ว เพียงแต่ล่าช้าไป ต้องคิดใหม่ เขียนแผนยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะทำให้การขนส่งสินค้านำเข้า-ส่งออกข้ามและผ่านแดนของไทยและประเทศอาเซียนราบรื่นขึ้น แต่ทั้งนี้ปัญหาคือ การแข่งขันทางการค้าที่จะทำอย่างไรถึงจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ย้ายเข้าไปประเทศเพื่อนบ้านกลับคืนมาได้
ทั้งนี้ ควรลดภาระการขนส่งสินค้าที่ดำเนินการล่าช้าเกินควร หรือเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่สมเหตุสมผล ควบคุมต้นทุนและความยุ่งยากจากกระบวนการนำเข้า-ส่งออก ให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น ด้วยการใช้ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (วันสต็อปเซอร์วิส) และลดความยุ่งยากในการส่งออก เนื่องจากไม่ต้องใช้ระบบการตรวจสินค้าก่อนส่ง เร่งรัดการปล่อยของและพิธีการศุลกากรให้เร็วขึ้น ด้วยการบริหารจัดการที่รวดเร็วและโปร่งใส เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ
ชัยยุทธ คำคุณ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมศุลกากร กล่าวว่า พิธีการศุลกากรนั้นเป็นเรื่องอ่อนไหว ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะบางเรื่องไทยยังไม่พร้อมที่จะทำหรือเปิดกว้าง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าความตกลงการอำนวยความสะดวกทางการค้า (ทีเอฟเอ) จะไม่ได้ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าได้ 100% แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ และเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของภาครัฐที่ต้องหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับตัว ระหว่างนี้ภาคเอกชนก็สามารถทำการบ้านรอได้เลย เพราะเมื่อระบบพร้อมก็เท่ากับเป็นการติดปีกให้กับการนำเข้าและส่งออกของผู้ประกอบการไทย







