ปิดฉากเวทีอาเซียนภาคประชาชนประสบความสำเร็จ

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 20:59 น.

ปิดฉากเวทีอาเซียนภาคประชาชนประสบความสำเร็จ

เวทีอาเซียนภาคประชาชนประสบความสำเร็จ ทุกภาคส่วนร่วมระดมทุนผนึกกำลังแสดงพลังความเข้มแข็งขบวนการประชาสังคม

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต การประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียน ACSC/APF 2019 ระหว่าง วันที่ 9 - 12 ก.ย. 2562 ที่มีเครือข่ายภาคประชาสังคมประเทศอาเซียนเข้าร่วมนับพันคนได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อนำข้อเรียกร้องของแต่ละประเทศเสนอต่อรัฐบาลอาเซียน 11 ชาติ สำหรับการประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียน ACSC/APF 2020 ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ประธานร่วมจัดงานฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ แม้จะมีปัญหาอุปสรรคมากมาย เนื่องจากรัฐบาลไทยโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของภาคประชาสังคมอาเซียน ด้วยการจัดเวทีคู่ขนานจนทำให้ภาคประชาสังคมอาเซียนต้องย้ายสถานที่มาจัดเวทีการประชุมที่มหาวิทยาธรรมศาสตร์ รังสิต โดยลำพังปราศจากการสนับสนุน

ทั้งนี้ แต่ในที่สุดกลับประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และ บรรยากาศเป็นไปด้วยพลังจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งคนไทย และ ต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งเพื่อแสดงพลังภาคประชาชน แม้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยก็ตาม แต่สามารถระดมทุนจากแหล่งทุนต่างๆที่เห็นใจขบวนการประชาชนอาเซียน

นางสุนทรีย์ หัตถี เซ่งกิ่ง ประธานร่วมจัดงานฯ กล่าวว่า คณะกรรมการมหกรรมประชาชนอาเซียน เตรียมฟ้องศาลปกครอง เพื่อดำเนินการเอาผิดต่อผู้บริหารกระทรวง พม. เนื่องจากจัดเวทีคู่ขนานกับภาคประชาสังคมอาเซียน ลอกเลียนแบบการจัดเวที การตั้งชื่อการจัดงาน การประชุมกลุ่มย่อย หรือแม้แต่หัวข้องาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ภาคประชาสังคมอาเซียนยอมรับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญในการประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียน ปีนี้ถือว่า ประชาธิปไตยตกต่ำที่สุด เพราะไม่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนอาเซียนได้นำเสนอปัญหา ทางออกแ หรือ ทางแก้ปัญหา ด้วยการปฏิเสธเวทีภาคประชาชนอาเซียน จนไม่สามารถนำไปสู่การกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาในภูมิภาค หรือ การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ดังนั้น พม.ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ประชาธิปไตยในอาเซียนถดถอยหลังไปไกลกว่า10 ปีก่อน เพราะในอดีตเลขาธิการอาเซียน ยังเข้ามาร่วมงาน แต่ปัจจุบันบรรยากาศไม่เป็นประชาธิปไตย

นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา(มสพ.) กล่าวว่า ในเวทีการประชุมครั้งนี้มีการแลกเปลี่ยนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ในภูมิภาคอาเซียน จากการประสบการณ์การทำงาน 10 กว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงการสรุปข้อเสนอ 7 เวที 7 ประเด็นจาก 11 ประเทศอาเซียน เพื่อนำไปเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลอาเซียน โดยเฉพาะการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ หรือ เชื้อชาติ ด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ภาคประชาสังคมอาเซียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีการประชุมครั้งนี้ คือ การสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคประชาสังคมอาเซียนให้มีการเรียนรู้ร่วมกันจากเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ ดังนั้นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามประเทศ และ ข้ามวัฒนธรรม ถือเป็นบรรยากาศความร่วมมือที่ดีอย่างแท้จริง และ ในเวทีภาคประชาสังคมอาเซียนครั้งนี้ มีการเรียกร้องให้มีการรื้อและปรับโครงสร้าง คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐว่าด้วยสิทธิมนุุษยชน ที่ปัจจุบันไทยเป็นประธาน คือ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)

ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมในนามประเทศไทย เสนอให้การบังคับให้สาบสูญจากการถูกอุ้มหาย โดยเฉพาะกรณีนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อ 5 ปีก่อน หรือ กรณี นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ต้องมีมาตรการปกป้องนักสิทธิมนุษยชน เพราะถือเป็นการเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลอาเซียนต้องให้การยอมรับและเคารพ

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ