posttoday

EXIM BANK กาง 3 กลยุทธ์รุก-รับวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมอัดฉีด 1,000 ล้านช่วยผู้ส่งออกไทย

13 มีนาคม 2569

EXIM BANK แนะ 3 กลยุทธ์รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมออกมาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ส่งออกไทยลดดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้

EXIM BANK กาง 3 กลยุทธ์รุก-รับวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมอัดฉีด 1,000 ล้านช่วยผู้ส่งออกไทย การส่งออกของไทยในปีนี้เผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความตึงเครียดจากสงครามการค้า และนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้าที่เกินดุลการค้า ล่าสุดสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้ของอิหร่านต่ออิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง รวมทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการขนส่งพลังงานโลก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยผลกระทบทางตรงอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากตลาดตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 12.5  พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ข้าว ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะด้านต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงาน จากการปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญในภูมิภาค เช่น

 

ทะเลแดง อ่าวเปอร์เซีย และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของความต้องการใช้ทั่วโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกประมาณ 20% ของการค้าโลก ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางเรือจากไทยไปยังตะวันออกกลางและยุโรปมีแนวโน้มล่าช้า ขณะที่บริษัทเดินเรือและบริษัทพลังงานบางส่วนได้ระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวชั่วคราว และสายเรือรายใหญ่ของโลก เช่น Maersk และ Hapag-Lloyd ได้ปรับเส้นทางเดินเรือไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้นประมาณ 10–15 วัน และทำให้ค่าระวางเรือ รวมถึงค่า War Risk Surcharge ในเส้นทางที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

EXIM BANK กาง 3 กลยุทธ์รุก-รับวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมอัดฉีด 1,000 ล้านช่วยผู้ส่งออกไทย

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อรองรับความเสี่ยงหากวิกฤตในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดย EXIM BANK แนะนำ 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

1. บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และขนส่ง ติดตามสถานะการขนส่งสินค้าอย่างใกล้ชิด ประสานงานกับผู้นำเข้าเพื่อแจ้งผลกระทบด้านระยะเวลาขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น หากสายเรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง รวมถึงตรวจสอบเงื่อนไขเอกสารและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกรณีการส่งมอบล่าช้า ตลอดจนทำประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) ให้ครอบคลุมประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 50% โดยผู้จองเรือเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย

2. บริหารจัดการการผลิต วางแผนเพิ่มระยะเวลาเผื่อในกระบวนการผลิตและการส่งมอบสินค้า (Buffer Time) เพื่อรองรับการขนส่งที่อาจยาวนานขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางควรเตรียมแผนสำรองด้านแหล่งวัตถุดิบ หรือพิจารณาปรับไปใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิต

3. บริหารการเงินและความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน พิจารณาปรับเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ (Incoterm) เป็นแบบ FOB (Free on Board) เพื่อให้ผู้นำเข้ารับภาระค่าขนส่งสินค้า รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินแบบ T/T ก่อนการส่งมอบสินค้า และใช้ Foreign Exchange Forward Contract เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เตรียมผู้ให้บริการขนส่งสำรอง หรือกระจายเส้นทางขนส่งเพื่อลดความเสี่ยงจากค่าระวางเรือที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ (Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบเพียงแหล่งเดียว รวมทั้งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่เพื่อขยายโอกาสทางการค้า

นายชลัช กล่าวว่า EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้ขานรับนโยบายกระทรวงการคลัง ออก มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ลูกค้าที่มีภาระสินเชื่อคงค้างจากการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าว ด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา นอกจากนี้ EXIM BANK ยังพร้อมพิจารณาสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปตะวันออกกลางตามความจำเป็นของแต่ละกิจการ

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการทางการเงินและคำปรึกษาทางธุรกิจได้ที่ EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999 หรือ Facebook “EXIM Bank of Thailand” โดย EXIM BANK พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับกลยุทธ์ บริหารต้นทุน และกระจายความเสี่ยง เพื่อก้าวผ่านความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายชลัชกล่าวทิ้งท้ายว่า EXIM BANK ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ส่งออกไทยทุกภาคส่วนในการรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ ปัจจุบันนอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว โลกธุรกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มสังคมผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ลดลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าบริบทเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง

ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยไม่ควรพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาหรือจีน แต่ควรกระจายตลาดไปยังประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมีตลาดที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ หากตลาดหนึ่งเผชิญความเสี่ยงหรือข้อจำกัด ก็ยังสามารถปรับไปสู่ตลาดอื่นหรือช่องทางใหม่ ๆ เช่น การค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อรักษาโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?