
ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 10 ‘บูลด็อก’
สัมพันธภาพระหว่างบุรุษและนาฬิกานั้นสะท้อนถึงกันและกันเสมอ เฉกเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสุนัข เพื่อนรักสี่ขา อันเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความสัมพันธ์ที่ก่อร่างและผูกพันกันมาอย่างยาวนานนับหลายปีหรืออาจหลายทศวรรษ และสร้างรูปแบบให้กับชีวิตและเรื่องราวอีกมากมาย ซึ่งหลายๆ ครั้ง นาฬิกาคือผู้เลือกเจ้าของของมันเช่นเดียวกันกับสิ่งของอื่นๆ รอบตัวเรา และไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่ร้อยในชีวิต แต่ยังมีบางสิ่งที่พิเศษยิ่งที่เกิดขึ้นกับช่วงเวลาขณะที่คุณได้สบตากับสิ่งที่ใช่ (The One) เช่นกันกับสิ่งที่หลายๆ คนเรียกกันว่า เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ (Man’s Best Friend) และครั้งนี้คือการนำเสนอผ่านผลงานรุ่น ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 10 ‘บูลด็อก’ (Horological Machine N?10 ‘Bulldog’)
โดยเผยโฉมภายใต้ตัวเรือนกลมมนกะทัดรัด ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ผลิตจากไทเทเนียม เรดโกลด์ หรือสเตนเลสสตีลตกแต่งแบบ ไมโครบลาสต์ (microblasted) พร้อมการเคลือบด้วย พีวีดี (PVD) สีดำ ที่จับคู่มากับกระจกแซฟไฟร์ขนาดใหญ่ การแสดงเวลาบนอลูมิเนียมสองด้านอันโดดเด่น ที่ดูราวกับ “ดวงตา” กลอกไปมาและจับจ้องที่ผู้คนผู้ซึ่งกล้าพอที่จะสบตากับพวกมัน ส่วนปลอกคอนั้นติดตั้งด้วยแกนยื่นที่ยึดกับเม็ดมะยม เพื่อให้สามารถไขขึ้นลานเมนสปริงหรือปรับตั้งเวลาได้อย่างสะดวกง่ายดาย พร้อมทั้ง “ขา” ทรงล่ำ แต่ยืดหยุ่น ที่พันรอบข้อมือได้อย่างกระชับมั่นคง บวกกับกรามหรือขากรรไกรขนาดใหญ่ และเหนือสิ่งอื่นใดคือหัวใจดวงโตที่ขับเคลื่อนอย่างเสถียรด้วยความถี่คงที่ 2.5 เฮิร์ตซ์ (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง)
เหมือนกับเจ้าสัตว์สี่ขาที่นำมาตั้งชื่อให้กับผลงานรุ่นนี้ ที่ยังมีเสน่ห์มากมายกว่าที่เราเห็นซึ่งซ่อนอยู่ภายใน เอชเอ็ม10 บูลด็อก (HM10 Bulldog) ทั้งกรามหรือขากรรไกรบนตัวเรือนนาฬิกาที่สามารถอ้าและหุบลงไปตามปริมาณพลังงานสำรองที่เหลืออยู่ในเมนสปริง และหากกรามขากรรไกรนี้ปิดลงทั้งหมด นั่นหมายความว่าเจ้า ‘บูลด็อก’ เรือนนี้หมดลานแล้ว และพร้อมที่จะงีบพัก แต่หากคุณยังคงมองเห็นแถวฟันแวววาวเรียงรายอยู่ใต้ขากรรไกรของมันอยู่ ก็แสดงว่าเจ้า “บูลด็อก” นี้ยังคงตื่นและทำงานแสดงเวลาได้อย่างเต็มที่ จากพลังงานสำรองของเมนสปริงสูงสุดถึง 45 ชั่วโมง โดยประกอบด้วยหน้าปัดแสดงพลังงานสำรองขนาดใหญ่ที่ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน พร้อมปรับแต่งอย่างละเอียดอ่อนเพื่อให้ใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และทำให้ เอชเอ็ม10 บูลด็อก สามารถส่งแรงบิดได้โดยตรงจากชุดลานเมนสปริงไปยังบาลานซ์แบบแขวนลอย (suspended balance) เพียงอย่างเดียว และยังทำหน้าที่ขับเคลื่อนการหมุนของหน้าปัดทรงโดมเพื่อแสดงชั่วโมงและนาที
กลไกจักรกลไขลานด้วยมือของ เอชเอ็ม10 บูลด็อก ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง (in-house) ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคอันยอดเยี่ยมสูงสุดของ เอ็มบีแอนด์เอฟ ที่สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปีมาใช้ ขณะที่บรรดาสมาชิก เอ็มบีแอนด์เอฟ ไทรบ์ (MB&F Tribe) ที่หลงใหลชื่นชอบในผลงานสร้างสรรค์อันเป็นที่รักสูงสุดของห้องปฏิบัติการแห่งนี้ย่อมสามารถจดจำได้อย่างทันทีจากความโดดเด่นขององค์ประกอบภายในเรือนเวลา โดยเฉพาะทั้งบาลานซ์แบบแขวนลอยขนาดใหญ่ที่หมุนเป็นจังหวะใต้โดมกระจกแซฟไฟร์ ณ ศูนย์กลาง ที่สืบทอดและต่อยอดการสร้างสรรค์จักรกลนี้มาแล้วในหลากหลายผลงานของคอลเลกชัน เลกาซี แมชชีน (Legacy Machine) หรือขากรรไกรขนาดใหญ่ซึ่งทำหน้าที่บ่งบอกระดับของพลังงานสำรองที่เหลืออยู่ในลานสปริง ที่นับเป็นการต่อยอดแนวคิดและแสดงให้เห็นถึงระบบการจัดการพลังงานสำรองที่เคยนำมาใช้เป็นครั้งแรกมาแล้วในปี ค.ศ. 2014 จากรุ่น แอลเอ็ม1 เซี่ย หัง (LM1 Xia Hang) ส่วนโดมอลูมิเนียมแผ่นบางราวกับกระดาษนั้นมีต้นกำเนิดมาจากรุ่น เอชเอ็ม3 ฟร็อก (HM3 Frog) และผ่านการปรับแต่งอีกครั้งในรุ่น เอชเอ็ม 6 (HM6) ของปี ค.ศ. 2014 หรือแม้กระทั่งลวดลายงานออกแบบของโครงตาข่ายภายใน ‘ซี่โครง’ ที่จัดวางอยู่ด้านใต้บาลานซ์ รวมถึงส่วนด้านท้ายของลำตัวหรือตัวเรือนนาฬิกานี้ที่ยังสะท้อนถึงแรงบันดาลใจสไตล์ยานยนต์ของ เอชเอ็ม8 (HM8), เอชเอ็มเอ็กซ์ (HMX) และเอชเอ็ม5 (HM5) ด้วยคุณสมบัติและความโดดเด่นซึ่งหลอมรวมเข้าด้วยกันนี้ จึงได้ร่วมถ่ายทอดข้อความอันชัดเจนว่า เอชเอ็ม10 บูลด็อก นี้คือจักรกลหรือแมชชีนสายพันธุ์ชั้นยอดอย่างแท้จริง
แม้ว่าด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีตัวเรือนขนาดใหญ่ โดยวัดขนาดตามแนวขวางได้ 45 มม. และความยาวจากจมูกจนถึงปลายหางของตัวเรือนอยู่ที่ 54 มม. พร้อมทั้งความหนาสูงสุดที่ 24 มม. แต่ เอชเอ็ม10 บูลด็อก พิสูจน์แล้วว่าสามารถสวมใส่บนข้อมือได้อย่างลงตัว โดยประกอบด้วย ‘ขา’ ของหูตัวเรือนเชื่อมสายแบบดั้งเดิม ที่ช่วยให้ตัวเรือนหรือลำตัวของบูลด็อกเรือนนี้สวมรอบข้อมือได้อย่างแนบสนิท พร้อมทั้งคุณสมบัติของสายหนังวัวที่มีทั้งความทนทาน เช่นเดียวกับความประณีตในการเย็บสายคล้ายกับสายจูง รวมถึงหัวเข็มขัดแบบบานพับสายหรือจะเลือกเป็นระบบเวลโคร (Velcro System) หรือตีนตุ๊กแก เอชเอ็ม10 บูลด็อก อันสมบูรณ์แบบนี้มีให้เลือกทั้งวัสดุไทเทเนียม และการผสมผสานของไทเทเนียมและเรดโกลด์ ซึ่งล้วนผ่านกระบวนการประกอบด้วยความเชี่ยวชาญสูงด้านวิศวกรรมจักรกลจุลภาค รวมถึงการติดตั้งด้วยองค์ประกอบอันขาดไม่ได้สำหรับการจับวัดและแสดงเวลาอย่างเที่ยงตรงแม่นยำภายใต้ขนาดและรูปทรงสามมิติอันจำกัด ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งระดับสูงสุดแห่งความประณีตเชิงศิลป์และงานฝีมือการตกแต่ง ที่จำเป็นต้องคำนึงถึงซึ่งความสมดุลกลมกลืนและพิถีพิถันระหว่างปัจจัยทางเทคนิคและสุนทรียศิลป์
ผลงานสร้างสรรค์ของเอ็มบีแอนด์เอฟ พร้อมดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้ซึ่งหลงใหลในเรือนเวลาเสมอ และวันนี้ เอชเอ็ม10 บูลด็อก ได้หวนกลับมาเผยโฉมความเป็นผู้นำแห่งการสร้างสรรค์อีกครั้ง เปรียบเช่นกับความภักดีของเพื่อนรักสี่ขาที่มีต่อผู้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียวตลอดไป โดยทั้งการแสดงเวลาและการแสดงพลังงานสำรองนั้นถูกจัดวางในตำแหน่งที่มีเฉพาะผู้สวมใส่เรือนเวลาเท่านั้นจึงจะสามารถมองเห็นได้
อีกหนึ่งคำแนะนำสำคัญสำหรับผู้ซึ่งปรารถนาที่จะครอบครอง ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 10 ‘บูลด็อก’ นั้นได้ถูกสลักไว้บนตัวเรือนหรือลำตัวของบูลด็อก เสมือนข้อความเตือนที่พบเห็นได้บนปลอกคอสุนัขที่ดุมากเป็นพิเศษ สัตว์ที่ดูคล้ายดุร้ายและชอบขู่ ทว่าเป็นมิตรและเชื่อง และพร้อมจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของอีกคนนั้น ชวนให้เราพึงจดจำไว้เสมอว่า “Forget the dog, beware of the owner” (ลืมสุนัข แล้วระวังเจ้าของไว้ดีกว่า)
เอ็มบีแอนด์เอฟ ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 10 ‘บูลด็อก’ มีให้เลือกด้วยการเปิดตัวสองเวอร์ชัน ได้แก่ ตัวเรือนไทเทเนียม เกรด 5 พร้อมด้วย “ดวงตา” สีน้ำเงิน และตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัตและไทเทเนียม พร้อมด้วย “ดวงตา” สีดำ
และในปี ค.ศ. 2022 นี้ เอชเอ็ม10 ‘บูลด็อก’ ยังได้เพิ่มเวอร์ชันอันดุดันยิ่งกว่าของ ‘ดาร์ก บูลด็อก’ (‘Dark Bulldog’) กับสามโทนสี ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียงเวอร์ชันละ 8 เรือนเท่านั้น ได้แก่
- ตัวเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมด้วยการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ และดวงตาสีดำ
- ตัวเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมด้วยการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ และดวงตาสีน้ำเงิน
- ตัวเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมด้วยการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ และดวงตาสีแดง
แรงบันดาลใจของ เอชเอ็ม10 บูลด็อก
จุดเริ่มต้นงานออกแบบนั้นมาจาก แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ (Maximilian Büsser) ขณะที่เขากำลังเดินทางในญี่ปุ่น และภาพจินตนาการของ ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 10 ‘บูลด็อก’ ได้ผุดขึ้นในความคิดของเขา เมื่อกำลังนึกถึงภาพของเจ้าเพื่อนรักสี่ขาผู้ภักดีที่โถมเข้าหาเพื่อทักทายผู้เป็นเจ้าของของมันด้วยความดีใจสุดขีด เพื่อต้อนรับการกลับบ้าน
“สิ่งที่คุณเห็นเบื้องหน้าในตอนนี้ ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ผมเห็นภาพในตอนนั้น” บูซเซอร์ กล่าว “และนับเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นนาฬิกาเรือนจริง ที่เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในความคิดของผมจริงๆ”
เอชเอ็ม10 บูลด็อก ได้หลอมรวมอิทธิพลและลวดลายอันหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเอ็มบีแอนด์เอฟ ซึ่งอุทิศให้กับผู้ซึ่งหลงใหลชื่นชอบในแบรนด์ที่พวกเขาจะสามารถจดจำได้อย่างทันที สิ่งที่ยืนยันได้อย่างดี นั่นคือ เอชเอ็ม10 บูลด็อก นับเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนถึงความเป็นเอ็มบีแอนด์เอฟ และสะท้อนถึงความภักดีของแฟนๆ ที่มีต่อแบรนด์ด้วยเช่นกัน เสมือนคำกล่าวโบราณที่มักจะเปรียบคนที่ออกจะหัวรั้นว่า “ดื้อเหมือนกับบูลด็อก” และเหมือนกับการตัดสินใจอันแน่วแน่ของเอ็มบีแอนด์เอฟ ที่พร้อมบุกเบิก คิดค้นและสร้างสรรค์ออกจากเส้นทางตามประเพณีการประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกาดั้งเดิมไปสู่มิติอื่นๆ และหลายครั้งที่ผลงานสร้างสรรค์นั้นเป็นภาพสะท้อนถึงสังคมและชุมชนใหม่แห่งเครื่องบอกเวลา ด้วยจิตวิญญาณและสายเลือดที่คล้ายกันกับสายพันธุ์บูลด็อก สุนัขอังกฤษที่นับเป็นสายพันธุ์ชั้นยอดและมีชื่อเสียง แม้ว่าย่อมไม่มีทางเป็นที่รักหรือถูกใจทุกคนได้ก็ตาม
โดยรากศัพท์ของคำว่า “animal” มาจากภาษาละตินที่ว่า anima ซึ่งมีความหมายถึง ‘วิญญาณ’ หรือ ‘จิตวิญญาณ’ อันเป็นองค์ประกอบของการมีชีวิต และน่าประหลาดใจที่หลากหลายผลงานของเอ็มบีแอนด์เอฟ ซึ่งดึงแรงบันดาลใจมาจากโลกแห่งธรรมชาติ เช่นใน ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 3 ‘ฟร็อก’ (Horological Machine N°3 ‘Frog’) และ ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 7 ‘อควอพอด’ (Horological Machine N°7 ‘Aquapod’) นั้นมักได้รับความสนใจและได้รับเสียงตอบรับอย่างดีที่สุดเสมอ ซึ่งในรุ่นล่าสุดอย่าง เอชเอ็ม10 บูลด็อก นี้กำลังเดินตามรอยเส้นทางเดียวกันนั้น กับการสร้างความประหลาดใจและความน่าตื่นเต้นให้กับผู้พบเห็น ที่ไม่ว่าใครก็มักจะต้องตาโต อ้าปากค้าง และหัวใจเต้นแรง เมื่อได้พบและสัมผัสกับผลงานเหล่านี้เสมอ
เจาะลึกถึงเครื่องยนต์แห่ง เอชเอ็ม10
กลไกจักรกลที่ขับเคลื่อน ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 10 ‘บูลด็อก’ นั้นเป็นการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงมีหลายสิ่งที่คล้ายกัน โดยกลไกของ เอชเอ็ม10 นั้นได้รับการออกแบบใหม่และพัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งเป็นหลอมรวมความเชี่ยวชาญทางเทคนิคกลไกในหลากหลายสาขาต่างๆ ที่สั่งสมมาจากประสบการณ์นานนับหลายปี ณ เอ็มบีแอนด์เอฟ
โดยเฉพาะความโดดเด่นของบาลานซ์แขวนลอยอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม ณ ศูนย์กลาง กับจังหวะการเดินของกลไกที่ยึดตามแบบฉบับดั้งเดิมด้วยความถี่ 2.5 เฮิร์ตซ์ (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง) ซึ่งเคยปรากฏมาแล้วเป็นครั้งแรกในผลงานสร้างสรรค์ของเอ็มบีแอนด์เอฟ เมื่อปี ค.ศ. 2011 จากการเปิดตัวของ เลกาซี แมชชีน นัมเบอร์ 1 (Legacy Machine N°1) และนับตั้งแต่นั้นมา ความท้าทายด้านเทคนิคจักรกลจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของเอ็มบีแอนด์เอฟ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนปรากฏทั้งในผลงานของ เลกาซี แมชชีน (Legacy Machines), ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 9 (Horological Machine N°9) และในวันนี้กับ เอชเอ็ม10 บูลด็อก
ทรงพลังและน่าตื่นเต้น คือภาพการหมุนของโดมแสดงเวลาภายใน เอชเอ็ม10 บูลด็อก ซึ่งมีต้นกำเนิดดั้งเดิมมาจากโมดูลทรงกรวยสำหรับแสดงชั่วโมงและนาทีของ ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 3 (Horological Machine N°3) รุ่นแรก โดยผลงานสร้างสรรค์นี้ได้สร้างชื่อเสียงอันมั่นคงให้กับเอ็มบีแอนด์เอฟ ด้วยพลังสร้างสรรค์แห่งเครื่องจักรกลบอกเวลาที่ยังไม่เคยมีมาก่อน จากนั้นจึงตามมาด้วยรูปทรงกรวยที่ผสมผสานเข้ากับรูปทรงกลมมนของ เอชเอ็ม3 ‘ฟร็อก’ (HM3 ‘Frog’) แต่มีองค์ประกอบหนึ่งที่ยังคงรักษาไว้เสมอ นั่นคือความพยายามที่จะรังสรรค์ให้นาฬิกาเหล่านี้มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุดบนส่วนที่เหลือของกลไกหรือที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ภายในเรือนเวลา ดังนั้น กระบวนการตัดขึ้นรูป (milling processes) ตามแบบดั้งเดิมจึงจำเป็นต้องถูกคิดค้นการทำงานขึ้นมาใหม่ และปรับค่าความคลาดเคลื่อนให้จำกัดเหลือเพียงเล็กน้อยที่สุดในระดับจุลภาค เพื่อให้สามารถผลิตชิ้นส่วนอลูมิเนียมแผ่นบางต่างๆ ในแบบสามมิติ ซึ่งต่อมา ชิ้นส่วนเหล่านี้ยังได้มาปรากฏอีกครั้งใน ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 6 (Horological Machine N°6) โดยครั้งนี้เป็นการจับคู่เข้ากับชุดเกียร์เฟืองทรงกรวย ที่มอบซึ่งความแม่นยำสูงของการแสดงเวลา
เครื่องยนต์กลไกที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 301 ชิ้น ของ เอชเอ็ม10 นั้นเป็นกลไกจักรกลไขลานด้วยมือ พร้อมด้วยตลับลานเดี่ยวที่สำรองพลังงานได้ถึง 45 ชั่วโมง และแสดงระดับพลังงานสำรองโดยอาศัยรูปแบบของการอ้าหรือหุบลงของขากรรไกรขนาดใหญ่ ที่แตกต่างไปจากการแสดงพลังงานสำรองแบบทั่วไปโดยการใช้เข็มชี้แบบเรียบง่าย เพื่อให้ใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับเอชเอ็ม10 บูลด็อก ได้เลือกใช้วิธีที่โดดเด่นและซับซ้อนกว่า แต่คงการแสดงไว้ได้อย่างแม่นยำ โดยการติดตั้งเม็ดมะยมแยก สำหรับใช้ไขลานกลไกและปรับตั้งเวลา และจัดวางตำแหน่งไปยังด้านหลังของลำตัวหรือตัวเรือน เอชเอ็ม10 บูลด็อก
เอชเอ็ม10 บูลด็อก และดาร์ก บูลด็อก
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
ออโรโลจิคัล แมชชีน นัมเบอร์ 10 ‘บูลด็อก’ มีให้เลือกในห้าเวอร์ชัน:
- เวอร์ชัน Ti : ตัวเรือนไทเทเนียม เกรด 5 พร้อมด้วยโดมแสดงชั่วโมงและนาทีสีน้ำเงิน
- เวอร์ชัน RT : ตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต และไทเทเนียม พร้อมด้วยโดมแสดงชั่วโมงและนาทีสีดำ
- เวอร์ชัน ‘Dark Bulldog’ : ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลตกแต่งแบบไมโครบลาสต์ พร้อมการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ และโดมแสดงชั่วโมงและนาทีสีดำ, สีน้ำเงิน, หรือสีแดง ผลิตจำนวนจำกัดเวอร์ชันละ 8 เรือน
เครื่องยนต์ (กลไก)
กลไกจักรกลไขลานด้วยมือผลิตในโรงงานของตนเอง (in-house)
ฟลายอิ้งบาลานซ์วีลขนาด 14 มม. ออกแบบขึ้นเฉพาะ พร้อมด้วยสกรูปรับตั้งแบบดั้งเดิมจำนวน 4 ตัว ลอยอยู่เหนือหน้าปัดทรงโดม
บรรจุสารเรืองแสงซูเปอร์-ลูมิโนวา (Super-LumiNova) บนโดมและมาร์กเกอร์แสดงชั่วโมงและนาที
ตลับลานเดี่ยว สำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง
ความถี่: 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง / 2.5 เฮิรตซ์
จำนวนชิ้นส่วนกลไก: 301 ชิ้น
จำนวนทับทิม: 34 เม็ด
เม็ดมะยมด้านซ้าย ณ ตำแหน่ง 11 นาฬิกาสำหรับไขลาน; เม็ดมะยมด้านขวา ณ ตำแหน่ง 1 นาฬิกา สำหรับปรับตั้งเวลา
ฟังก์ชันและการแสดงผล
แสดงชั่วโมงบนโดมด้านซ้าย (โดมอลูมิเนียมหมุนในแบบ 12 ชั่วโมง)
แสดงนาทีบนโดมด้านขวา (โดมอลูมิเนียมหมุนใน 60 นาที)
แสดงพลังงานสำรองแบบสามมิติ โดยการอ้าและหุบลงของกรามขากรรไกร (เมื่อหมดกำลังลาน = กรามขากรรไกรหุบปิดลง)
ตัวเรือน
เวอร์ชัน Ti : ไทเทเนียม เกรด 5
เวอร์ชัน RT : เรดโกลด์ 18 กะรัต 5N+ และไทเทเนียม เกรด 5
เวอร์ชัน ‘Dark Bulldog’ : สเตนเลสสตีลตกแต่งไมโครบลาสต์ พร้อมการเคลือบ พีวีดี สีดำ
ขนาดตัวเรือน : 54 มม. x 45 มม. x 24 มม.
ระดับการกันน้ำ : 5 เอทีเอ็ม / 50 เมตร / 160 ฟุต
กระจกแซฟไฟร์
กระจกแซฟไฟร์ 2 ชุด เคลือบด้วยสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน
สายและหัวเข็มขัดสาย
เวอร์ชัน RT : หนังวัวสีน้ำตาลเย็บด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัดแบบบานพับเรดโกลด์ออกแบบขึ้นพิเศษ
เวอร์ชัน Ti : หนังวัวสีน้ำเงินเย็บด้วยมือ ใช้ระบบเวลโคร (Velcro) หรือตีนตุ๊กแก และหัวเข็มขัดสายไทเทเนียม
เวอร์ชัน ‘Dark Bullgod’ : หนังวัวสีดำเย็บด้วยมือ ใช้ระบบเวลโคร (Velcro) หรือตีนตุ๊กแก และหัวเข็มขัดสายไทเทเนียม
‘เพื่อน’ ผู้ร่วมสร้างสรรค์ เอชเอ็ม10 บูลด็อก และดาร์ก บูลด็อก
แนวคิด: Maximilian Büsser / MB&F
ออกแบบ: Eric Giroud / Through the Looking Glass
บริหารจัดการด้านเทคนิคและการผลิต: Serge Kriknoff / MB&F
วิจัยและพัฒนา: Simon Brette, Ruben Martinez, Thomas Lorenzato and Joey Miserez / MB&F
ตัวเรือน: Riccardo Pescante / Les Artisans Boîtiers
กระจกแซฟไฟร์: Sylvain Stoller / Novo Crystal
การเคลือบสารกันแสงสะท้อนบนกระจกแซฟไฟร์: Anthony Schwab / Econorm
ความเที่ยงตรงในการหมุนของเฟือง เฟืองเล็กและแกนต่างๆ: Paul André Tendon / Bandi, Jean-François Mojon / Chronode, Daniel Gumy / Decobar Swiss, Atokalpa and Le Temps Retrouvé
สปริงและจัมเปอร์: Alain Pellet / Elefil Swiss
บาลานซ์วีล: Laurent Matthey / Precision Engineering
บาลานซ์สปริง: Stefan Schwab / Schwab-Feller
ตลับลาน: Daniel Gumy / Decobar Swiss
แท่นเครื่อง สะพานจักรและอินเด็กซ์: Benjamin Signoud / Amecap, Marc Bolis / 2B8
การขัดแต่งด้วยมือของชิ้นส่วนกลไก: Jacques-Adrien Rochat and Denis Garcia / C.-L. Rochat
การแกะสลักด้วยมือของกลไก: Glypto
การเคลือบพีวีดี: Pierre-Albert Steinmann / Positive Coating
หัวเข็มขัดสาย: Mecalex
เม็ดมะยม: Cheval Frères
หน้าปัด (โดมแสดงชั่วโมงและนาที): Hassan Chaïba and Virginie Duval / Les Ateliers d’Hermès Horlogers
การประกอบกลไก: Didier Dumas, Georges Veisy, Anne Guiter, Emmanuel Maitre, Henri Porteboeuf and Mathieu Lecoultre / MB&F
การผลิตด้วยเครื่องจักรภายในโรงงาน: Alain Lemarchand, Jean-Baptiste Prétot and Romain Camplo / MB&F
ควบคุมคุณภาพ: Cyril Fallet / MB&F
บริการหลังการขาย: Thomas Imberti / MB&F
สาย: Multicuirs
กล่องบรรจุภัณฑ์: Olivier Berthon / Soixanteetonze
โลจิสติกส์และการผลิต: David Lamy, Ashley Moussier, Fanny Boutier and Houda Fayroud / MB&F
การตลาดและสื่อสาร: Charris Yadigaroglou, Vanessa André, Arnaud Légeret and Camille Reix / MB&F
M.A.D.Gallery: Hervé Estienne / MB&F
ฝ่ายขาย: Thibault Verdonckt, Virginie Marchon, Cédric Roussel and Jean-Marc Bories / MB&F
ออกแบบกราฟิก: Sidonie Bays / MB&F
ภาพถ่ายนาฬิกา: Maarten van der Ende, Alex Teuscher and Laurent-Xavier Moulin
ภาพถ่ายบุคคล: Régis Golay / Federal, Alex Teuscher
เว็บไซต์: Stéphane Balet / Idéative
ภาพยนตร์: Marc-André Deschoux / MAD LUX and RJ41
เนื้อหา: Suzanne Wong / WorldTempus
MB&F ต้นกำเนิดแห่งแนวคิดห้องปฏิบัติการด้านเครื่องจักรกลบอกเวลา
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2005 เอ็มบีแอนด์เอฟ (MB&F) คือห้องปฏิบัติการเครื่องจักรกลบอกเวลาแนวคิดใหม่แห่งแรกของโลก ด้วยชุดกลไกที่น่าทึ่งเกือบ 20 ชุด ที่สร้างฐานอันมั่นคงให้กับเครื่องจักรกลบอกเวลาอันมีชื่อเสียง ทั้งในคอลเลกชัน ออโรโลจิคัล แมชชีน (Horological Machines) และ เลกาซี แมชชีน (Legacy Machines) โดยเอ็มบีแอนด์เอฟ ยังคงดำเนินรอยตามวิสัยทัศน์ของ แม็กซิมิ-เลียน บูซเซอร์ (Maximilian Büsser) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านการสร้างสรรค์ ในการสร้างศิลปะ จลศาสตร์สามมิติที่แตกต่างจากการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิม หลัง 15 ปีของการบริหารงานให้กับเหล่าแบรนด์นาฬิกาอันทรงเกียรติ แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร ณ แฮร์รี วินสตัน (Harry Winston) ในปี ค.ศ. 2005 เพื่อสร้างสรรค์แบรนด์ เอ็มบีแอนด์เอฟ (MB&F) ที่ย่อมาจาก แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ แอนด์ เฟรนด์ส (Maximilian Büsser & Friends) โดยเอ็มบีแอนด์เอฟเป็นห้องปฏิบัติการเชิงศิลป์และวิศวกรรมจุลภาค ที่ทุ่มเทให้กับการออกแบบและประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกาตามแนวคิดสุดขั้ว ด้วยจำนวนการผลิตไม่มาก แต่เป็นการรวบรวมเหล่ายอดฝีมือและมืออาชีพด้านเครื่องบอกเวลาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ที่บูซเซอร์ทั้งความเคารพและสนุกกับการทำงานร่วมกัน
ในปี ค.ศ. 2007 เอ็มบีแอนด์เอฟ เปิดตัวนาฬิกา ออโรโลจิคัล แมชชีน (Horological Machine) รุ่นแรกใน เอชเอ็ม1 (HM1) ภายใต้ประติมากรรมตัวเรือนสามมิติและเครื่องยนต์ (กลไก) ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งได้มอบมาตรฐานให้กับเหล่านาฬิกาในตระกูล ออโรโลจิคัล แมชชีน รุ่นถัดมา ที่นับเป็นแมชชีน (Machines) ทุกๆ เรือนซึ่งบอกเวลาได้ มิใช่เป็นเพียงในฐานะเครื่องบอกเวลาเท่านั้น โดย ออโรโลจิคัล แมชชีน ได้ออกสำรวจมาแล้วทั้งในโลกอวกาศ (เอชเอ็ม2 (HM2), เอชเอ็ม3 (HM3), เอชเอ็ม6 (HM6)), ท้องฟ้า (เอชเอ็ม4 (HM4), เอชเอ็ม9 (HM9)), ท้องถนน (เอชเอ็ม5 (HM5), เอชเอ็มเอ็กซ์ (HMX), เอชเอ็ม8 (HM8)) และอาณาจักรของสัตว์ (เอชเอ็ม7 (HM7), เอชเอ็ม10 (HM10))
ในปี ค.ศ. 2011 เอ็มบีแอนด์เอฟ เปิดตัวคอลเลกชัน เลกาซี แมชชีน ภายใต้ตัวเรือนทรงกลมร่วมสมัย โดยผลงานเหล่านี้เป็นมากกว่าความคลาสสิกซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดีให้กับความเป็นเลิศของการประดิษฐ์นาฬิกาในศตวรรษที่ 19 โดยการตีความใหม่ให้กับความซับซ้อนจากเหล่านักประดิษฐ์นวัตกรรมเรือนเวลาผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เริ่มจากผลงาน แอลเอ็ม1 (LM1) และแอลเอ็ม2 (LM2) จากนั้นจึงตามมาด้วย แอลเอ็ม101 (LM101) ที่นับเป็นเครื่องจักรบอกเวลาหรือ แมชชีนของเอ็มบีแอนด์เอฟรุ่นแรก ที่นำเสนอด้วยกลไกซึ่งพัฒนาขึ้นทั้งหมดภายในโรงงานของตนเอง (in-house) ก่อนจะขยายคอลเลกชันนี้ไปสู่ความสมบูรณ์แบบและซับซ้อนของทั้งผลงาน แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล (LM Perpetual), แอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ (LM Split Escapement) และแอลเอ็ม ธันเดอร์โดม (LM Thunderdome) โดยในปี ค.ศ. 2019 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กับการสร้างสรรค์ เอ็มบีแอนด์เอฟี แมชชีน รุ่นแรกที่อุทิศให้กับสุภาพสตรี นั่นคือ แอลเอ็ม ฟลายอิ้งที (LM FlyingT)
และเอ็มบีแอนด์เอฟได้เฉลิมฉลอง 10 ปีของ เลกาซี แมชชีน ในปี ค.ศ. 2021 ด้วย แอลเอ็มเอ็กซ์ (LMX) ซึ่งโดยปกติแล้ว เอ็มบีแอนด์เอฟจะสลับระหว่างการเปิดตัว ออโรโลจิคัล แมชชีน อันร่วมสมัยและแปลกแหวกแนวไปจากประเพณีดั้งเดิม กับผลงานของ เลกาซี แมชชีน ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ โดยมี เอฟ (F) ที่หมายถึงผองเพื่อน (Friends) และเป็นไปโดยธรรมชาติที่ เอ็มบีแอนด์เอฟได้พัฒนาความร่วมมือขึ้นมากมายร่วมกับเหล่าศิลปิน ช่างนาฬิกา นักออกแบบ และผู้ผลิต ที่พวกเขาต่างยกย่อง และด้วยความร่วมมือนี้เองที่ได้นำพามาซึ่งสองสาขาใหม่ นั่นคือศิลปะการแสดง (Performance Art) และความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ (Co-creations) ขณะที่ชิ้นงานศิลปะการแสดงนั้นคือแมชชีนรุ่นต่างๆ ของ เอ็มบีแอนด์เอฟ ที่ได้นำมากลับมารังสรรค์ใหม่อีกครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์จากนอกองค์กร กับความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงนาฬิกาข้อมือ แต่ยังรวมไปถึงประเภทอื่นๆ ของเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีน ที่ผ่านการคิดค้นทางวิศวกรรมและรังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือโดยเหล่าผู้ผลิตนาฬิกาสวิสจากแนวคิดและงานออกแบบของเอ็มบีแอนด์เอฟ และผลงานหลายๆ ชิ้นจากความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์เหล่านี้ อาทิ นาฬิกาคล็อกบอกเวลาที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับ เลเป 1839 (L’Epée 1839) เช่นเดียวกับความร่วมมืออื่นๆ กับ รูช (Reuge) และคารันดาช (Caran d’Ache) ได้สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลไว้ด้วยกันและเพื่อมอบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีนเหล่านี้ทั้งหมด บูซเซอร์ได้มีแนวคิดของการจัดแสดง ผลงานเหล่านี้ไว้ภายในแกลลอรีศิลปะ ร่วมไปกับอีกหลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินแขนงอื่นๆ ที่เป็นมากไปกว่าการจัดแสดงหน้าร้านเหมือนทั่วไป และนั่นได้นำมาสู่การสร้างสรรค์ของเอ็มบีแอนด์เอฟ แมดแกลลอรี (MB&F M.A.D.Gallery) (M.A.D. หมายถึง Mechanical Art Devices) แห่งแรกขึ้นในเจนีวา ซึ่งต่อมายังได้เปิดตัวตามมาโดยเหล่าแมดแกลลอรีแห่งต่างๆ ทั้งในไทเป ดูไบ และฮ่องกง มากไปกว่านั้น ยังมีรางวัลอันโดดเด่นอีกมากมายที่ย้ำเตือนถึงธรรมชาติแห่งนวัตกรรมการเดินทางสร้างสรรค์สำหรับ เอ็มบีแอนด์เอฟ ซึ่งหากจะกล่าวถึงบางส่วนแล้ว มีไม่น้อยกว่า 7 รางวัลจากเวทีอันมีชื่อเสียงและทรงเกียรติสูงสุดของ กรังด์ ปรีซ์ เดอ’ออร์โลเฌอรี เดอ เฌแนฟ (Grand Prix d'Horlogerie de Genève) เช่นในปี ค.ศ. 2021 เอ็มบีแอนด์เอฟ ได้รับสองรางวัลอันทรงเกียรติ โดยรางวัลหนึ่งสำหรับผลงานรุ่น แอลเอ็มเอ็กซ์ (LMX) ในฐานะนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Complication) และอีกหนึ่งรางวัลจาก แอลเอ็ม เอสอี เอ็ดดี้ ฌาเกต์ ‘อะราวนด์ เดอะ เวิลด์ อิน เอจตี้ เดย์ส’ (LM SE Eddy Jaquet ‘Around The World in Eighty Days’) ในประเภท ‘งานหัตถศิลป์’ (‘Artistic Crafts’) ขณะที่ในปี ค.ศ. 2019 จากรางวัลนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพสตรียอดเยี่ยม (Best Ladies Complication) ที่มอบให้กับ แอลเอ็ม ฟลายอิ้งที (LM FlyingT) และในปี ค.ศ. 2016 จาก แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล (LM Perpetual) ที่ชนะรางวัลนาฬิกาปฏิทินยอดเยี่ยม (Best Calendar Watch) หรือเช่นในปี ค.ศ. 2012 ที่ เลกาซี แมชชีน นัมเบอร์ 1 (Legacy Machine No.1) ได้คว้ารางวัลทั้งในสาขารางวัลสาธารณชน (Public Prize) (ซึ่งโหวตโดยเหล่าคนรักเรือนเวลา) และรางวัลนาฬิกาสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Watch Prize) (โหวตให้โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) และในปี ค.ศ. 2010 เอ็มบีแอนด์เอฟ ชนะรางวัลนาฬิกาคอนเซปต์และงานออกแบบยอดเยี่ยม (Best Concept and Design Watch) จากผลงานรุ่น เอชเอ็ม4 ธันเดอร์โบลต์ (HM4 Thunderbolt) ส่วนในปี ค.ศ. 2015 เอ็มบีแอนด์เอฟได้รับรางวัลยอดเยี่ยมของเรด ดอท (Red Dot: Best of the Best) ซึ่งนับเป็นรางวัลสูงสุดของการมอบรางวัลระดับสากล เรด ดอท อวอร์ดส (Red Dot Awards) จากผลงานรุ่น เอชเอ็ม6 สเปซ ไพเรท (HM6 Space Pirate)







