
กรมกิจการเด็กและเยาวชน มุ่งสู่องค์กรเชิงนโยบาย ส่งเสริมสวัสดิภาพที่ดีและทักษะในโลกศตวรรษที่ 21
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเด็กช่วงอายุ 0-17 ปี ประมาณ 13 ล้านคน และเยาวชนอายุ 18-25 ปี ประมาณ 7 ล้านคน รวมกันคิดเป็นกว่าร้อยละ 30 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นกลุ่มประชากรที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต
การพัฒนา คุ้มครอง และปกป้องเด็กและเยาวชนถือเป็นพันธกิจหลักของกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ที่มุ่งเน้นพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกัน และพร้อมด้วยทักษะจำเป็นในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตในยุคศตวรรษที่ 21 ตามวิสัยทัศน์ของกรมฯ “เด็กและเยาวชนมีความเป็นพลเมือง เก่ง ดี มีสุข และสร้างสรรค์”
นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศว่า “ปัจจุบัน กรมฯ ยึดนโยบายหลัก 6P เป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างๆ รวมถึงการพัฒนาโครงการต่างๆ ในรอบงบประมาณปี พ.ศ. 2565 เพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มุ่งสู่การเป็น ‘กระทรวงแห่งโอกาส’ ที่แท้จริง”
นโยบาย 6P ประกอบไปด้วย
1. Policy คือการปรับภาพลักษณ์และการดำเนินงานของกรมฯ โดยมุ่งเน้นเป็นผู้คิดค้นและกำหนดนโยบายมากกว่าการเป็นผู้ปฏิบัติการทางสังคมสงเคราะห์หรือการช่วยเหลือกรณีรายบุคคลเพียงอย่างเดียว 2. Potential คือการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ของเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ 3. Protection คือการให้ความคุ้มครองกับเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนกว่า 4,200 คนในสถานรองรับเด็กในรูปแบบการดำเนินงานต่างๆ ทั้ง 30 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมฯ รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่ต้องการสถานที่พักพิงชั่วคราวในบ้านพักเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ 4. Partnership คือการแสดงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมขยายขอบเขตการคุ้มครองและการพัฒนาให้ครอบคลุมหลากหลายมิติและทุกพื้นที่ 5. Prevention คือการส่งเสริมนโยบายเชิงรุกมากขึ้น โดยเน้นการป้องกันปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมากกว่าการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเพียงอย่างเดียว 6. Participation คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในการแสดงออกและกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะผ่านรูปแบบของสภาเด็กและเยาวชนในระดับจังหวัดและชุมชน กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
อย่างไรก็ตาม นางจตุพรเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กหลายประการ โดยเฉพาะจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา
“หนึ่งในปัญหาหลักที่เกิดขึ้นคือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความยากจนซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบ่งชี้ว่า ความยากจนส่งผลในเชิงลบอย่างมากต่อการศึกษาและสุขภาพของเด็กในช่วงประถมวัย และอาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัวและการละเมิดสิทธิเด็กทั้งสี่ประการ ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม โดยข้อมูลการสำรวจในช่วงโควิด-19 พบว่า เกินกว่าครึ่งหนึ่งของความรุนแรงและการล่วงละเมิดต่อเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นจากคนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัว นอกจากนี้ ภายในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีเด็กและเยาวชนกว่า 441 คนที่กลายเป็นกำพร้าเนื่องจากผู้ปกครองเสียชีวิตจากโรคโควิด-19”
นางจตุพรกล่าวเพิ่มเติมว่า “การดำเนินนโยบายในปี 2565 จะเน้นการทำน้อยแต่ได้มาก เน้นมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง โดยปัจจุบัน งบประมาณกว่าร้อยละ 92 ของกรมฯ นำไปใช้ในการมอบสวัสดิการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดอายุ 0-6 ปีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นการพัฒนาเด็กในช่วงพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของชีวิตและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว ส่วนโครงการอื่นๆ จะเน้นอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก”
“ตัวอย่างโครงการอื่นๆ ที่กรมฯ ดำเนินอยู่ประกอบด้วย โครงการคุณแม่วัยใส Stronger (Teen) Mom โดยความร่วมมือกับ AIS ในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อช่วยสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้กับกลุ่มคุณแม่วัยใส
“กรมฯ ยังสนับสนุนโครงการเย็นดี ที่ส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นเยาว์ เครือข่ายทางการศึกษาและการสร้างงานต่างๆ เช่น ความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์เพื่อสร้างช่องทางให้เด็กที่ยังขาดโอกาส และการระดมทุนภายใต้โครงการ Sharing for Bigger Smile เพื่อมอบของขวัญพิเศษกว่า 8,000 ชิ้นให้กับเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเด็ก สถานสงเคราะห์ และบ้านพักเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ
“นอกจากนี้ กรมฯ กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลของเด็กและเยาวชนกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมสุขภาพจิต เพื่อเพิ่มการคุ้มครองและการเข้าถึงสวัสดิการในทุกด้าน รวมทั้งผลักดันเครือข่ายเฝ้าระวังความรุนแรงต่อเด็กให้เข้มแข็งมากขึ้น สามารถถึงตัวเด็กได้ 100% และช่วยเหลือได้ทันท่วงที”
นางจตุพรกล่าวทิ้งท้ายว่า “เด็กและเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศในอนาคต กรมฯ จะมุ่งมั่นสร้างความตระหนักรู้เรื่องการคุ้มครองเด็กและเยาวชน และร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับเด็กและเยาวชนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”







