posttoday
เปิดเทคนิคการสอบสวนคดีอาญา “สันนิษฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาบริสุทธิ์” ลดปัญหาทำร้ายผู้ถูกกล่าวหา

เปิดเทคนิคการสอบสวนคดีอาญา “สันนิษฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาบริสุทธิ์” ลดปัญหาทำร้ายผู้ถูกกล่าวหา

19 ตุลาคม 2564

“การทรมานเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับรากฐานอย่างชัดเจน และขัดต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนวิธีการครอบงำทางจิตวิทยาและเทคนิคการสืบสวนสอบสวนแบบขู่บังคับเพื่อให้ได้คำสารภาพนั้นแม้จะดูไม่ร้ายแรงเมื่อเทียบกับการทรมาน แต่ก็เป็นเพียงการปรับปรุงเทคนิควิธีให้แตกต่างไป แต่ยังคงมุ่งบรรลุเป้าหมายเดิม คือทำให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ วิธีคิดของผู้ทำหน้าที่สืบสวนยังไม่ได้เปลี่ยนไป ไม่ได้ส่งเสริมอะไร แถมยังบ่มเพาะเชื้อแห่งการขู่บังคับ”

เปิดเทคนิคการสอบสวนคดีอาญา “สันนิษฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาบริสุทธิ์” ลดปัญหาทำร้ายผู้ถูกกล่าวหา

Dr. Asbjørn Rachlew ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยออสโล  ผู้มีประสบการณ์ด้านงานสืบสวนสอบสวนมากว่า 10 ปี เผยถึงแนวคิดที่มุ่งปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติในการสอบสวนผู้ต้องสงสัย จากวิธีการสอบปากคำแบบเดิม ที่มุ่งเน้นเพื่อให้ได้ “คำรับสารภาพ” จากผู้ต้องสงสัย ไปเป็นวิธีการใหม่ที่เรียกว่า “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” (Investigative Interview) ในเวทีเสวนา TIJ Forum หัวข้อ “Way Out หนทางใหม่สู่การค้นหาความจริง” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยออสโล เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564  

“การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” (Investigative Interview) เป็นวิธีการที่ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยมีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์นานถึง 30 ปี เป็นเครื่องยืนยันว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพแบบเดิม  แนวคิดและปรัชญาที่เป็นรากฐานของวิธีการนี้ คือ การสอบสวนโดยยึดหลักการ “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์”

Dr. Asbjørn ได้ริเริ่มโครงการฝึกอบรม “การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง” อย่างเป็นทางการขึ้นครั้งแรกที่นอร์เวย์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการทำงานของตำรวจในสหราชอาณาจักร ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในโลกที่เปลี่ยนแปลงการสอบสวน โดยได้ตั้งชื่อหลักสูตรอบรมนี้ว่า CREATIV ซึ่งสื่อถึงค่านิยมหรือหลักการของหลักสูตร

หลัก CREATIV ประกอบด้วย การให้ความสำคัญกับการสื่อสาร (Communication) การยึดหลักนิติธรรม (Rule of law) จริยธรรมและความเห็นอกเห็นใจ (Ethics and Empathy) การฟังอย่างตั้งใจ (Active Consciousness) การสร้างความเชื่อใจ (Trust) การให้ความสำคัญกับการเปิดรับข้อมูล (Information) และการตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) 

การบรรยายส่วนที่สำคัญที่สุดในหลักสูตร คือ การฝึกเทคนิคการสัมภาษณ์ ซึ่งมีฐานมาจากโมเดลที่เรียกว่า PEACE ของสหราชอาณาจักร โดยการแบ่งขั้นตอนการซักถามผู้ต้องสงสัยออกเป็นการวางแผนและการเตรียมการ ทั้งการเตรียมร่างกาย เตรียมการเกี่ยวกับคดี และเตรียมการเรื่องสภาพทางจิตใจ (Planning and Preparation) การผูกไมตรีและการอธิบาย (Engage and Explain) การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องสงสัยเล่าเหตุการณ์หรือตอบคำถาม (Account) การจบการซักถาม (Closure) และการประเมินผล (Evaluation) 

ด้าน Gisle Kvanvig จากศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยออสโล เสริมว่า ในการนำวิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริงมาใช้ให้ประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยการเผยแพร่วิธีการนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าใจเนื้อหาเดียวกัน

ขณะที่ Ivar Fahsing วิทยากรร่วมมองว่า วิธีการสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง สามารถนำไปใช้ได้กับผู้ต้องสงสัยหรือเหยื่อ ภายใต้กรอบของกฎหมาย “เพราะเราไม่รู้ว่าทุกคนที่เราจับมานั้นเป็นผู้ต้องสงสัย หรือเป็นผู้เสียหาย หรือผู้เสียหายอาจจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยก็ได้”  

เปิดเทคนิคการสอบสวนคดีอาญา “สันนิษฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาบริสุทธิ์” ลดปัญหาทำร้ายผู้ถูกกล่าวหา

ด้านผู้เชี่ยวชาญในไทย เช่น คุณสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร investigative interview มาแล้ว มองว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนปัจจุบันมุ่งเน้นและผลักภาระไปที่การรับสารภาพมากจนเกินไป โดยให้ความสำคัญกับคำให้การของพยานมาก เหมือนเป็นภาระของพยาน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะพิสูจน์ให้เห็นความจริง

ขณะที่ พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนสอบสวนในประเทศไทยควรทำให้เรื่อง สิทธิมนุษยชนเป็น “ค่านิยมหลัก” ในการปฏิบัติการ

ด้าน พล.ต.ท. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มองว่า ปัจจุบันวงการตำรวจไทยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เช่น คดีฆ่า หรือ คดีทั่วไป จะมีหลักการทำงาน คือ การพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด โดยให้ผู้ต้องสงสัยพูดให้มากที่สุด เพื่อหักล้างกับหลักฐานอื่นที่ตำรวจมี และมองว่า ความยากไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่ความยาก คือ จะทำอย่างไร ให้ตำรวจทั้งประเทศใช้มาตรฐานเดียวกัน

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวทิ้งทายในการเสวนาว่า TIJ ได้พยายามจัดเวทีเสวนาเพื่อเชิญชวนสังคมไทยให้มองปัญหาในหลากหลายมิติ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ยังมี “เทคนิค การค้นหาความจริง” ที่สามารถนำมาปรับใช้ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงในคดี และเราสามารถเรียนรู้เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบได้  แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยเวลา และต้องเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายในด้วย ซึ่ง TIJ จะเชิญบุคลากรจากภาคส่วนต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมมาหารือกันในโอกาสต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท